โคฟเป็นผีซอมบี้ในซีรีย์ Kingdom Halloween2020

สวัสดีค่ะทุกคน

พี่ปิ่นยังไม่หมดคอลเลคชั่นแต่งหน้าผีในช่วงเดือนเทศกาลฮัลโลวีน และนี่คือคอลสุดท้ายของเดือนนี้แล้วค่ะ 555 (อดทนกันหน่อยนะคะ ฮี่ๆ)

คราวนี้พี่ปิ่นขอโคฟเป็นผีซอมบี้ซีรีย์ในตำนานที่ทุกคนยอมอดทนรอดูกันข้ามปี ออกปีละ 6 ตอนซึ่งนั่นก็คือ KINGDOM นั่นเองจ้า

ซึ่งซอมบี้ในเรื่อง KINGDOM จะมีความแตกต่างจากซอมบี้ทางฝั่งตะวันตกมากทีเดียว คือจะยังมีความเป็นคนอยู่ แต่สีผิวจะเปลี่ยนเป็นคล้ำขึ้นคล้ายคนโดนพิษค่ะ

สำหรับใครที่อยากดูแบบละเอียด สามารถเข้าไปดูในคลิปได้เลยค่ะ

ขออนุญาตแปะคลิปจ้า

แน่นอนว่าการติดเชื้อซอมบี้ย่อมเกิดจากการถูกกัด ดังนั้นวันนี้พี่ปิ่นจะมาสอนทำแผลปลอมแบบง่ายๆ พอใช้ได้ให้ดูซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ

– แบบที่ใช้กาวลาแท็กซ์ธรรมดาในร้านเครื่องเขียน
– แบบที่ใช้กาวลาแท็กซ์ที่เป็นยางพาราซึ่งมีไว้สำหรับการแต่งหน้า FX โดยเฉพาะ

มาดูวิธีการกันค่ะ

สิ่งที่ต้องใช้

– กาวลาแท็กซ์ยี่ห้อใดก็ได้ แต่! “ต้องเป็นแบบปลอดสารพิษ” เท่านั้นค่ะ
 ***หากใครแพ้ง่ายข้ามไปเลยค่ะ อย่าหาทำ***
– น้ำเปล่า
– แป้งทำแพนเค้ก แป้งทำขนม
– ถ้วยกระดาษ

จะหายากหน่อยนะคะ 555

เอาส่วนผสมทุกอย่างมาใส่รวมกันแล้วคนๆ (ไม่มีอัตราส่วนค่ะ) ไม่ต้องใส่เยอะ ใส่อย่างละนิดละหน่อย เอาจนข้นเหนียวเกือบแห้งแบบในภาพเลยค่ะ

อีกฝั่งหนึ่งพี่ปิ่นก็ใช้กาวของ Ben Nye มาผสมกับแป้งแพนเค้กแล้วก็กวนๆ เหมือนกันค่ะ

เสร็จแล้วหาภาชนะแบนๆ มา แล้วเอาขนม เอ๊ย ส่วนผสมแผลปลอมตักวางลงไป

– เอากาวที่ผสมไว้โปะลงบนภาชนะ
– ใช้ช้อนส้อมกุยให้เป็นร่องคล้ายแผลที่โดนกัด (อันนี้ต้องใช้จินตนาการนิดนึง)
– ใช้นิ้วจุ่มกาวที่ผสมน้ำไว้มาแตะตรงบริเวณขอบแผลแล้วรูดลงให้กลืนกันกับขอบโดยทาตรงขอบให้แผ่กว้าง ตรงนี้จะเป็นผิวหนังที่เอามาแปะกับผิวจริงของเราค่ะ

ส่วนแผลปลอมที่ทำจากกาว Ben Nye ก็ทำเหมือนกันค่ะ

หลังจากทิ้งไว้ให้แห้งแล้วก็มาถึงเวลาเอาออกกัน

– ใช้แป้งเด็กโรยให้ทั่ว
– ค่อยๆ แซะออกโดยใช้แปรงพุ่มใหญ่คอยปัดเอาแป้งไปเลี้ยงด้านล่างเพื่อป้องตัวกาวที่เป็นส่วนหนังติดกัน

หลังจากนี้มาแต่งหน้ากันค่ะ !

STEP

: แปะแผล

หาตำแหน่งที่ชอบๆ ทากาวแล้วเอาแผลปลอมแปะลงไปเลยค่ะ ใช้สำลีและคัตตอลบัตจุ่มกาวแล้วค่อยๆ ทาตรงขอบไปทีละนิดให้แนบสนิทไปกับผิว ตรงไหนที่เกินหน้าเกินตาก็ค่อยใช้กรรไกรตัดออกค่ะ

TEP

: ทำผิวเน่าเปื่อย

เอากาวลาแท็กซ์มาทาให้ทั่วไปหน้าเว้นรอบดวงตาไกลๆ เลย รอแห้ง แล้วหาแหนบมาค่อยๆ ขูดให้กาวขาดเป็นดวงๆ แหว่งๆ เหมือนผิวเราตอนหน้าหนาวที่ไม่ทาครีม

STEP

: แต่งแผล

ใช้ลิปสติกสีแดงสดมาผสมกับอายไลน์เนอร์แบบครีมสีดำแล้วทาไปตรงร่องแผลเหมือนในรูป

STEP

: ตกแต่งรอบแผล

ใช้ลิปสติกสีนู้ดผสมกับลิปสติกสีแดงอมส้มแล้วทาไปรอบๆ แผลเหมือนในรูปค่ะ

 STEP

: ลงรองพื้นแบบดีด

เป็นผีจะหน้าเนียนได้ไง นำรองพื้นสีเข้มไปผสมกับน้ำ ถ้าไม่เข้มพอก็ผสมอายชาโดสีน้ำตาลเข้มลงไป แล้วเอาแปรงสีฟันที่ยังไม่ได้ใช้มาจุ่มแล้วดีดใส่รอบๆ แผลและทั่วใบหน้า

STEP

: แต่งหน้าให้เป็นซอมบี้

ใช้อายชาโดสีแดงก่ำๆ ผสมกับสีน้ำตาลเข้ม แต้มไปตามจุดผิวปลอมที่เราขูดเป็นรูๆ ขาดๆ แล้วใช้สีเดียวกันระบายให้ทั่วเปลือกตา ย้ำโดยการใช้สีดำทาให้ชิดรอบดวงตา

STEP

: เขียนเส้นเลือด

1. ใช้ดินสอเขียนคิ้วสีน้ำตาลเข้มมาวาดเส้นเลือดกันค่ะ เหมือนผีติดเชื้อจ้า 2. ใช้อายชาโดวสีน้ำตาลระบายทับให้ดูฟุ้งๆ 3. ใช้อายไลน์เนอร์สีน้ำตาลเขียนทับอีกที

STEP

: ทาเลือด

ใช้เลือดปลอมที่ทำไว้มาระบายตรงแผลและปาก

ขออนุญาตแปะลิงค์ทำเลือดปลอมค่ะ
ง่ายกว่านี้ไม่มีอีกแล้ววววววว

สร็จแล้วจ้าาาาาา

มาดู Finished Look กันค่ะ!

เห็นองค์รัชทายาทไหมคะ มีเรื่องต้องทูลท่านว่าหมอซอบีเจอต้นตอของการเป็นโรคร้ายแล้วเจ้าค่ะ!!!

55555

เป็นอย่างไรบ้างคะ
หวังว่าจะเหมือนและไม่หลอนจนเกินไปเนาะ 555

สำหรับวันนี้พี่ปิ่นขอลาไปก่อน
ต้องรีบไปถ่าย Season 3 กองถ่ายรออยู่ค่ะ 555

บายยยยยยย

โคฟเป็นน้าผีในละครจักรๆ วงศ์ๆ Halloween2020

สวัสดีค่าทุกคน

วันนี้พี่ปิ่นกลับมาอีกแล้วกับการแต่งหน้าในช่วงเดือนแห่งเทศกาลฮัลโลวีน

ถึงแม้ว่าปีนี้จะไม่คึกคักเหมือนปีก่อนๆ แต่ก็แต่งเอาบรรยากาศไปค่ะ

และในครั้งนี้พี่ปิ่นได้เลือกเอา Ref. ซึ่งเป็นผีในดวงใจมาตั้งแต่เด็ก 5555 

ทุกคนต้องผ่านละครจักรๆ วงศ์ๆ กันมาบ้างแหละ

และนั่นก็หมายความว่าต้องรู้จัก “น้าผี” กันอย่างแน่นอน 5555 มีลักษณะเป็นโครงกระดูกที่คอยเลี้ยงดูพระเอก หรือคอยช่วยเหลือในยามคับขันเสมอ

ใช่แล้วจ้า วันนี้พี่ปิ่นจะมาแต่งเป็นน้าผีค่ะ

สำหรับใครที่ขี้เกียจอ่าน หรือต้องการดูแบบละเอียด 

ไปดูในคลิปนี้ได้เลยค่ะ ขออนุญาตแปะคลิปนะคะ

การแต่งเป็นน้าในครั้งนี้จะทำเป็นลักษณะ Body Paint ค่ะ โดยวาดโครงกระดูกลงบนหน้า ก็เลยต้องมี Ref. เป็นภาพโครงกระดูกกายวิภาคมาดูอ้างอิงค่ะ

“ref. ของเราในครั้งนี้”

พี่ปิ่นไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้าน Body Paint หรือด้าน Special Effect ขนาดนั้น แต่อยากเป็นน้าเขาจริงๆ 555  

เอาล่ะ มาดูกันเลยดีกว่าว่าทำอย่างไรกันบ้างค่ะ

ใช้กาวแท่งแบบปลอดพิษมาทาคิ้วแล้วใช้แปรงสปูลี่รูดเก็บคิ้วให้กลืนไปกับผิวค่ะ

ใช้ Eye liner แบบดินสอสีขาวมาวาดโครงร่างกระดูกลงบนใบหน้าและคอตามแบบเลยจ้า

ใช้ฟองน้ำจิ้มสี Body paint สีขาวเกลี่ยตรงบริเวณที่เป็นโครงกระดูกที่วาดไว้ซึ่งใช้กับพื้นที่กว้างค่ะ

เสร็จแล้วก็มาใช้ Eye liner สีขาวมาระบายฟันค่ะ

ต่อไปจะใช้อายชาโดสีเทา ดำ และน้ำตาล มาระบายตามจุดต่างๆ เพื่อให้ดูเป็นสีโครงกระดูกที่สมจริงมากขึ้น พี่ปิ่นใช้พาเลทนี้เลยค่ะ NYX Swear by it

ใช้อายชาโดสีเทา สีดำ และสีน้ำตาล ระบายตามจุดต่างๆ ให้ดูเป็นสีโครงกระดูกกร้านโลก ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านกาลเวลากันนิดนึงค่ะ 555

ใช้สีดำมาถมตรงจุดที่ไม่ใช่โครงกระดูกค่ะ เพื่ออำพรางและทำให้โครงกระดูกดูเด่นออกมา

ใช้อายไลน์เนอร์สีขาวและสีดำเก็บรายละเอียดตามจุดต่างๆ ใช้สีดำเขียนรอยร้าวของกระดูกเอย ตัดเส้นเอย ใช้สีขาวระบายเป็นแสงตรงกระทบเอย ให้ดูสมจริงมากขึ้นค่ะ

เอาล่ะ! เสร็จแล้วจ้า

“น้าผีมาแล้ววววว สิงหไกรภพ!!!”

น้าผีภาคนี้จะเป็นผู้หญิงนะคะ 555

“อย่าดื้อกับน้า เดี๋ยวกินตับเยยยยยย”

55555

ดูเพื่อความบันเทิงและสนุกสนานนะคะ ส่วนใครจะดัดแปลงไปแต่งเอง หรือแต่งให้ลูกไปทำกิจกรรมในโรงเรียนก็พอได้แหละเนาะ

วันนี้พี่ปิ่นขอลาไปก่อน

แล้วพบกันใหม่จ้า

บายยยยย

แต่งหน้าเป็นหุ่น Anatomy ต้อนรับเทศกาลฮัลโลวีน

สวัสดีค่ะทุกคน

เข้าสู่เดือนตุลาคมแล้วซึ่งเป็นเดือนแห่งเทศกาลฮัลโลวีน แม้ว่าในปีนี้อาจจะเงียบเหงาเพราะโควิท แต่เราก็จะไม่ยอมพลาด! ถึงออกไปไหนไม่ได้หรือไม่มีการจัดกิจกรรมใดๆ แต่เราก็แต่งอยู่บ้านได้ค่ะ 555

ถ้าพูดถึงแต่งหน้าผีแล้ว ก็ต้องเป็นผีที่อยู่ในใจเราเสมอ (เอ๊ะ ยังไง) เป็นที่เรากลัวและนึกถึงเป็นอย่างแรก ปีที่แล้วปิ่นแต่งเป็น “ผีนางรำ” ไปแล้วค่ะ (กลัวที่สุด!!!) มาปีนี้เลยแต่ง Look นี้ดีกว่าเพราะหลอกหลอนกันมาตั้งแต่เด็กในวัยเรียนซึ่งนั่นก็คือ “หุ่นกายวิภาค” หรือ “หุ่น Anatomy” นั่นเองจ้า

เนี่ยจ้ะ เห็นในห้องวิทย์นี่ไม่กล้ามองเลยนะจ๊ะ วิ่งได้วิ่ง เลี่ยงได้เลี่ยง เดินผ่านยังเสียวสันหลัง 5555

ซึ่งปิ่นก็โรคจิตไง กลัวอะไรเอาอันนั้นมาเป็น Ref. แล้วแต่งตาม และในครั้งนี้เราก็จะแต่งตามนี้เลยค่ะ 

“Ref. การแต่งในครั้งนี้”

สำหรับใครที่อยากดูแบบละเอียด ไปดูที่คลิปได้เลยค่ะ

ขออนุญาตแปะคลิปจ้า

เอาล่ะค่ะ ไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้ว มาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ!

ขั้นตอนแรกเริ่มจาก…บวชค่ะ!!!

อุปกรณ์แรกที่เราจะใช้สำหรับการบวชในครั้งนี้คือ “กาวแท่ง” ค่ะ  ต้องเลือกแบบที่เป็น “ปลอดสารพิษ” เท่านั้นนะคะ เพราะใช้ใกล้ดวงตา

ใช้กาวแท่งแบบปลอดสารพิษทาคิ้วให้เรียบกลืนไปกับผิวหน้าโดยใช้แปรงสปูรี่ปัดขึ้นให้คิ้วเรียบที่สุด

ระหว่างรอกาวแห้งก็มาลงรองพื้นค่ะ ใช้ของอะไรก็ได้ที่ตัวเองมี

ใช้คอนซีลเลอร์กลบคิ้วไปเลยจ้ะ อย่าเพิ่งตกใจว่าฉันบวชชี ฉันแค่แต่งหน้าจ้ะ

“บวชเสร็จแล้วววววว”

ต่อไปปิ่นจะใช้ดินสอเขียนขอบปาก หรือลิปสติกแบบดินสอของยี่ห้ออะไรก็ได้ โดยจะเลือกเป็นสีแดงอมส้มมาวาดโครงเส้นของมัดกล้ามเนื้อตามแบบอะนาโตมีค่ะ

“ใช้ของอะไรก็ได้จ้า”

ใช้ดินสอเขียนขอบปากหรือลิปสติกแบบดินสอเน้นสีแดงอมส้มวาดเค้าโครงมัดกล้ามเนื้อ

“ก็จะได้ออกมาเป็นประมาณนี้ คร่าวๆ”

ใช้บลัชออนจะแบบฝุ่นหรือแบบครีมก็ได้ค่ะ แต่เน้นให้เป็นสีส้มๆ อิฐๆ มาระบายตรงที่เป็นกล้ามเนื้อโดยเว้นพื้นที่ตรงกลางไว้เพื่อให้ดูเป็นแสงตกกระทบ

ยัง ยังไม่จบแค่นั้น เราจะใช้บลัชออนแบบฝุ่นที่สีเข้มขึ้นลงทับตรงบริเวณมุมๆ กล้ามเนื้อในแต่ละมัดเพื่อให้สีชัดขึ้นและสมจริงมากขึ้นค่ะ

“ก็จะได้ออกมาเป็นประมาณนี้”

ขั้นตอนหลังจากนี้เป็นการ Burn ลิปสติกที่ไม่ค่อยได้ใช้ให้ไวขึ้นค่ะ 555
ไม่ต้องเสียดาย ใช้โล้ด!

ใช้แปรงเขียนอายไลน์เนอร์จิ้มลิปสติกสีแดงอมส้มมาวาดตวัดทำเป็นเส้นมัดกล้ามเนื้อ ตวัดมือเร็วๆ ยกมือขึ้นเล็กน้อยเพื่อเส้นเล็กเรียวคมจ้า

ใช้ลิปสติกสีแดงก่ำเข้มๆ ตวัดเป็นเส้นๆ ตรงบริเวณโคนมัดกล้ามเนื้อและเพิ่มสีให้ดูเป็น T-Bone steak มากขึ้นด้วยจ้า แว้กกกกกกก

ใช้อายไลน์เนอร์สีขาวลงสีตรงช่องว่างที่เว้นไว้ ตรงนั้นแหละคือเส้นเอ็นและไขมัน บรึ๋ยยยย

ใช้อายชาโดสีน้ำตาลระบายตามขอบมุมของมัดกล้ามเนื้อ เป็นการตัดขอบและเล่นสีเงาจ้า

ใช้อายไลน์เนอร์สีขาววาดตวัดเป็นเส้นๆ ตรงกึ่งกลางมัดกล้ามเนื้อแต่ละมัด เหมือนเป็นการไฮไลท์เพื่อให้กล้ามเนื้อดูโดดเด่นขึ้นมา (ถามจริงจะเด่นกระแทกตาไปให้ใครดูววววว)

เสร็จแล้วจ้าาาาาาาา หุ่นอะนาโตมี หุ่นกายวิภาค แว้กกกกกกก

ไปๆ มาๆ Look นี้ทำเอานึกถึงการ์ตูนเรื่อง Attack on Titan ซะงั้น อ่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอเข้าไปอยู่ในการ์ตูนสุดเลิฟเรื่องนี้ที่ผ่านมาจะ 10 ปีก็ยังไม่จบสักทีเสียหน่อย

“เอเลน!!! ข้าจะถล่มกำแพงเเห่งเอลเดียไปหาเจ้า!!!”

55555
ขอลาไปด้วย Look นี้นะคะ
“หุ่นอะนาโตมีถล่มไททัน”
5555

แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้า

บายจ้า

Review + How to ต้อนรับเทศกาล Halloween กับ Juvia’s Place The Mini Palette Bundle

สวัสดีค่า
วันนี้ขอรีวิว Eyeshadow Palette เอาใจสายแต่งตา สายฝอ แบบเรา 5555เป็นหนึ่งในอายชาโดที่คุ้มค่าเกินราคา เพราะความวู่วามเลยได้น้องๆ มาครอบครองครบทั้งเซ็ต และน้องๆ แก๊งนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลยค่ะ

สำหรับใครที่ไม่ชอบอ่านไปดูคลิปได้ขออนุญาตแปะลิงค์ค่ะ

Juvia’s Place
The Mini Palette Bundle

มีทั้งหมด 4 พาเลท 4 เฉดสีค่ะThe Berries โทนสีแดง-ชมพู
The Violets โทนสีม่วง
The Nudes โทนสีนู้ดอมชมพู และโทนทอง
The Chocolates โทนสีน้ำตาลเข้ม


มาดู Swatch สีแต่ละพาเลทกันค่ะ

The Berries

The Violets

The Nudes

The Chocolates 

แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีช้อปของ Juvia’s place แต่ด้วยชื่อเสียงเรียงนามอันอื้ออึงก็เพียงพอที่จะทำให้เราไปเสาะแสวงหามาจนได้ซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเท่าไรค่ะ

ลองสีที่แขนกันไปแล้วก็ต้องมาลองประสิทธิภาพกันที่เปลือกตาด้วยเพื่อดูการทำงาน ถ้าจะให้แต่งลุคละพาเลทก็กลัวว่าอีก 2 วันน่าจะเสร็จ เลยขอรวบ เป็นพาเลทละ 1 ตาแล้วกันค่ะ 5555

เดือนนี้ก็เข้าสู่เดือนตุลาคมซึ่งเป็นช่วงเทศกาล Halloween กันแล้ว ก็เลย…เอาน้องๆ มาลองแต่งเป็น Halloween makeup look กันขำๆ แต่สีน้องไม่ขำเลยจริงๆ ดุเดือดเลือดพล่านมาก ของเขาแรงเวลาแต่งอย่าห้าว 5555  เอาจริงๆ เลยคือแต่งง่ายสุดๆ เพราะเนื้อสีนิ่มและเกลี่ยง่าย ติดทนด้วยค่ะ

ทั้ง 4 พาเลทนี้เนื้ออายชาโดเม็ดสีแน่น เข้ม สะใจ ทั้งเนื้อแมทและชิมเมอร์สีสันแสบทรวงมาก แต่น่าเสียดายที่พาเลท The Nudes มีโทนสีอ่อนจนกลืนไปกับสีผิวจึงใช้ได้แค่เนื้อชิมเมอร์ค่ะ ส่วนพาเลทที่เหลือก็คือ อื้อหื้อมากกกกกกกกกกก คุ้มค่าตัวมากจ้า

ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่อยากรู้ว่า Juvia เป็นไง สีได้ไหม ควรมีในกรุหรือเปล่า ไรงี้

สำหรับวันนี้ก็ขอลาไปก่อน
พบกันใหม่ทู้หน้าจ้า

ผิวนัวสวยด้วย Hourglass Ambient Lighting Palette Luminous Edit

สวัสดีค่า

พี่ปิ่นเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้มีผิวที่ดีเลิศ เลยต้องสร้างเอาจากการเมคอัพ อยากได้ผิวแบบกระเบื้องเคลือบแต่พื้นเพก็ไม่ค่อยเป็นใจเท่าไร

ในระหว่างที่กำลังมองหาไอเทมสนองความต้องการนั้น ก็เจอการป้ายยารัวๆ กับชื่อเสียงเรียงนามของ Ambient Lighting ของ Hourglass จนกระทั่งในช่วงที่ Sephora จัดโปร 9.9 พี่ปิ่นเลยตัดสินใจถอยมาค่ะ

Hourglass

Ambient Lighting Palette Luminous Edit (Exclusive for Sephora only)

เป็นพาเลท 3 หลุมที่ทำออกมาทั้งหมด 4 รุ่นดังนี้ค่ะ

– Hourglass Ambient Lighting Edit Palette Diffused Edit

– Hourglass Ambient Lighting Edit Palette Dim Edit
– Hourglass Ambient Lighting Edit Palette Ethereal Edit
– Hourglass Ambient Lighting Edit Palette Luminous Edit

ซึ่งจะมีฟินิชที่แตกต่างกันออกไป 1 ตลับมี 3 เฉดสีเป็น Finishing powder, Blush on, Highlight หรือ Shading รุ่นที่พี่ปิ่นรับมาดูแลคือ Luminous Edit ค่ะ

ในรุ่น Luminous Edit นี้ประกอบไปด้วย

– Finishing Powder : Luminous Light

   เป็นแป้งสีแชมเปญที่เอาไว้ปัดตอนจบกระบวนการเมคอัพ ทำให้หน้าเปล่งประกายนวลเนียน มีเม็ดชิมเมอร์ที่ละเอียด ปัดแล้วเหมือนติดสปอตไลท์ทังสเตนให้ผิว นัวสวยสมชื่อเสียงที่ได้ยินมาเลยค่ะ

– Blush : Luminous Flush

  บลัชออนสีกลีบกุหลาบที่มีแป้งสีแชมเปญแทรกตัวเป็นลายหินอ่อน สามารถปัดเดี่ยวๆ ได้โดยไม่ต้องปัด Finishing powder เพิ่มก็นัวสวยค่ะ

– Stobe Powder : Iridescent Strobe Light

  เรียกว่าเป็นไฮไลท์ที่มีความวิ้งใหญ่กว่า finish powder หน่อยนึงค่ะ สีออกแนวขาวอมชมพู

ฟินิชหลังปัดทั้งในที่แสงน้อย และแสงมาก นวลนัวสมใจตามอุดมคติ ไม่มากเกินไป ไม่น้อยไป ผิวเงาสวยกำลังดี เหมือนมีไฟ ring light ส่วนตัว เดินไปทางไหนก็หน้าสว่างนวลเนียน สีบลัชชมพูที่แทรกฟินิชพาวเดอร์มาทำให้การปัดแก้มในครั้งนี้มีสีชมพูอ่อนละมุน ดูสุขภาพดี

ทั้งนี้พี่ปิ่นจะไม่ค่อยปัดตรงแถวที่รูขุมขนใหญ่นะคะ เพราะจะยิ่งไปขุดให้ดูใหญ่ขึ้น ปัดแต่น้อยก็ออกมาสวยอย่างที่เห็นเลยค่ะ

ในที่มีแสง
ในที่แสงน้อย

สำหรับพี่ปิ่นแล้วตลับ 3 หลุมอย่าง Hourglass

Ambient Lighting Palette Luminous Edit นี้ครบเครื่องและเพียงพอต่อความต้องการมากค่ะ  ฝันที่อยากได้ผิวกระเบื้องเคลือบเป็นจริงแล้ว❤

เจอกันใหม่ครั้งหน้า

บายค่ะ

ครีมลดฝ้ากระ we skincare intensive melasma ช่วยได้จริง?

สวัสดีค่ะ


ชาวประชาที่มีปัญหากระฝ้าแบบปิ่นเชิญทางนี้เลย
ผิวไวต่อแสง สมัยยังสาวทำกิจกรรมออกแดดสารพัดโดยที่ไม่รู้จักครีมกันแดดเลย
กรรมตามทันก็ส่งผลต่อชาตินี้ทำให้มีแต่กระฝ้า


การรักษาฝ้ากระใช้ระยะเวลานานมาก ต้องอดทนจริงๆ ค่ะ
เคยรักษาด้วยเลเซอร์เพราะอยากเห็นผลไว แต่ก็ไม่สะดวกต่อชีวิตการทำงานเท่าไร
เลยต้องพักแล้วมองหาสกินแคร์ที่ช่วยเรื่องนี้โดยตรงค่ะ
เรียกได้ว่าลองไปเรื่อยๆ ซึ่ง 1 ในนั้นคือตัวนี้ค่ะ

WE SkinCare

MELASMA CREAM

มีส่วนผสมหลักที่ช่วยกระฝ้าลดเลือนคือ 

  • Alpha-Arbutin (สารสกัดจากต้น Bearberry) ซึ่งเป็นสาร Brightening ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส โดยทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เปลี่ยนสารตั้งต้นอย่าง Tyrosine และ Dopa ไปเป็นเม็ดสีเมลานิน เมื่อกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินถูกขัดขวาง ผิวจะค่อยๆ ขาวกระจ่างใสขึ้น
  • Vitamin B3 หรือ Niacinamide นอกจากเป็นสาร Brightening ยอดฮิตที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใส ลดรอยดำ รอยแดงจากสิวแล้ว ก็ยังช่วยลดฝ้ากระจุดจ่างดำที่เกิดจากรังสี UV ได้อีกด้วยค่ะ
  • และวิตามิน A, C, E ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดต้นตอการเกิดฝ้ากระอย่างเป็นธรรมชาติ 

แต่สิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือมีส่วนผสมที่ช่วยเติมความชุ่มชื่นอยู่มากมาย อาทิเช่น Shea Butter (สารสกัดจากเมล็ดต้นเชียนัท), Aloe Vera Extract (สารสกัดว่านหางจระเข้), Hyaluronate (ไฮยารูลอน), Squalane หรือน้ำมันที่ช่วยคงความชุ่มชื้นและปกป้องผิว มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียช่วยทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น ซึ่งใส่มาในปริมาณที่เหมาะสม ไม่เหนียวเหนอะจนเกินไป เมื่อทาครีมตัวนี้แล้วจะมีความชุ่มชื้น นิ่มนวล และซึมเข้าสู่ผิวได้ง่าย 

ไม่มีพาราเบน

ไม่มีสเตียรอย

ไม่ใส่สารเร่ง 

ไม่มีปรอท

ปลอดภัยไม่มีสารอันตราย

เนื้อครีมค่อนข้างเบาและมีความชุ่มชื้นสูง แต่ไม่เหนียวเหนอะหนะ เรียกได้ว่าซึมเข้าผิวไวทีเดียว และไม่ทำให้หน้ามันเพิ่ม หลังทาจะรู้สึกยุบยิบที่หน้าเล็กน้อย ไม่ถึงขั้นแสบร้อนอะไรขนาดนั้น

***ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละคนด้วยค่ะ*** 

ปิ่นรู้สึกว่าเหมือนเขาเน้นที่การบำรุงแต่มีออฟชั่นเสริมเป็นการลดฝ้ากระและทำให้ผิวขาวกระจ่างอย่างอ่อนโยนค่อยเป็นค่อยไปค่ะ

ต่อไปนี้คือผลหลังจากได้ลองใช้มา 1 เดือนค่ะ

ลักษณะของกระและฝ้าคือ 

ถ้าเป็นฝ้าจะมีขอบที่ไม่ชัดเจน คล้ายกลุ่มเมฆดำขมุกขมัว แต่กระจะมีขอบที่ชัดเจน ยิ่งมีสีเข้มก็แสดงว่าอยู่ลึกถึงผิวชั้นในซึ่งอันนี้จะใช้เวลานานมากและต้องใจเย็นกับการรักษามากๆ ค่ะ และปิ่นมีทั้งสองอย่างอยู่บนผิว

จากผลการใช้มา 1 เดือน

จะเห็นได้ว่ารอยฝ้า (รอยสีน้ำตาลที่มีขอบไม่ชัด) ดูจางลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ส่วนที่เป็นกระลึกสีน้ำตาลเข้มจะยังไม่ค่อยเห็นถึงการเปลี่ยนแปลง ตรงจุดนี้ปิ่นเข้าใจได้เพราะขนาดเลเซอร์ก็ยังเอาไม่ออกเท่าไรเลยค่ะ แม้ผลที่เห็นจะไม่ได้หวือหวา แต่ก็มีความคืบหน้าให้เราได้เห็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ถือเป็นสัญญาณที่มีนัยสำคัญสำหรับคนที่มีฝ้าเพราะดูเหมือนว่าน้องจะออกฤทธิ์ได้ดีกับฝ้ามากทีเดียว ส่วนกระลึกอาจจะต้องพึ่งเลเซอร์ของคุณหมอช่วยถึงจะดีขึ้นได้ค่ะ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนไม่มากก็น้อยนะคะ

แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้า

สวัสดีค่ะ

SCLUXE BEAUTY FRESH GLOSS กลอสชั้นสูงในราคาเอื้อมถึง

สวัสดีค่า

ใครสายฝอ ยกมือ~

หรือสายแบ๊วก็ยกมือ~

ครั้งนี้ไม่มีการแบ่งแยกสาย เพราะกลอสนี้ใช้ได้ทุกแนว

วันนี้ปิ่นขอมาแนว MAKEUP หน่อยนะคะ เพราะประทับใจตัว FRESH GLOSS จาก SCLUXE BEAUTY มากจริงๆ ซึ่งเป็นแบรนด์ของบิวตี้บล็อกเกอร์น้องปอ SARANYA C. นั่นเองจ้า

แปลกตรงที่ไม่ค่อยเห็นใครทำลิปกลอสเท่าไรค่ะ และส่วนตัวปิ่นเป็นคนปากแห้งง่ายเลยมักจะชอบแนวเนื้อฉ่ำวาว หรือถ้าทา matte สุดท้ายก็ top ด้วย  gloss อยู่ดี และช่วงนี้เทรนลิปสติกก็เป็นแนวกลอสชุ่มฉ่ำด้วยค่ะ

ในการปล่อย product ครั้งแรกทาง SCLUXE ปล่อยออกมาทั้งหมด 5 สี และก็ทำออกมาครอบคลุมกับทุกความต้องการ มีทั้งเนื้อกลอสธรรมดาสีใส กลอสกลบสีปากออกโทนนู้ดที่ทาแล้วไม่ป่วย และกลอสที่เพิ่มประกายฉ่ำวาวให้กับริมฝีปากผสมกริตเตอร์มาแน่นมาก แต่ทาออกมากลับสวยพอดิบพอดี

สิ่งที่ทำให้ Gloss ตัวนี้ดูน่าสนใจเลยคือ concept ของแบรนด์ค่อนข้างชัดเจน เลยทำให้ Gloss มีความเป็นปัจเจกเฉกเช่นหญิงสาวที่มีความสวยเป็นของตัวเอง มีความมั่นใจสูง ขยันทำงาน และไม่ care กับคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่น

โดยทั้งหมดทั้งมวลยังผลมายัง packaging ที่ทำออกมาได้แพง ดู Hi-end มากทั้งที่ราคาแค่แท่งละ 390 บาทเท่านั้นค่ะ

ตัวด้ามจับเป็นสีขาวซึ่งเข้ากันดีกับฝาสีทองที่ปั้มเป็นชื่อแบรนด์ ดูหรูเรียบ และหลอดใสโชว์สีเนื้อ gloss ก็แสดงถึงความซ่าที่แอบแฝง

ตัวก้านเป็นพลาสติกใส แข็งแรง ทนทาน ที่สำคัญคือเขาดูแพงแบบไม่ต้องยกมาพูดกันบ่อยๆ ส่วนหัวก็เป็นขน มีความโค้งมนเข้ากับรูปปาก เวลาจุ่มแล้วเอามาแตะที่ปากแต่ละครั้งปริมาณก็กำลังดี ไม่มากและไม่น้อยเกินไปค่ะ

ทั้งนี้ทั้งนั้นบางคนอาจไม่ชอบสัมผัสความหนึบหนับริมฝีปากเวลาทากลอส แต่ตัวนี้ทำออกมาได้ค่อนข้างดี ไม่หนึบจนขยับปากไม่ได้ และที่สำคัญคือไม่ไหลหายไปไหน แม้จะกินอะไรกลอสก็ยังติดอยู่ที่ริมฝีปากดี ค่อนข้างติดทนทีเดียวค่ะ

ที่นี้มาดูกันดีกว่าว่าทั้ง 5 สีเป็นอย่างไรบ้าง

That’s gold สีนี้เป็นสีแรกที่ปิ่นเห็น และเป็นสีที่ทำให้ปิ่นตัดสินใจซื้อทุกสีมาครอบครอง เป็นกลอสที่มีชิมเมอร์สีทองละเอียดอัดแน่น แต่ทาออกมาแล้วไม่แรงอย่างที่คิด แต่ทาเดี่ยวๆ อาจจะจืดไปด้วยซ้ำ แต่หากจับคู่กับลิปสติกสีนู้ดน้ำตาลอมส้มชมพูโทนอ่อนแล้ว top ด้วยกลอสสีนี้ ปากดูสวยโดดเด่น เข้ากันได้ดีมากๆเลยค่ะ

BADDIE กลอสใสที่มีความติ่งชมพูผสมกริตเตอร์เนื้อละเอียดโทนชมพูม่วง ใครที่ไม่ชอบความกริตเตอร์ แต่ชอบความเงียบเรียบร้อยก็เหมาะกับสีนี้มากเลยค่ะ

BOSS LADY กลอสสีนู้ดที่สามารถกลบสีปากได้ดี ปิ่นมีขอบริมฝีปากสีคล้ำ แต่ทาสีนี้คือจบทุกปัญหา เป็นนู้ดที่ไม่ป่วยและไม่เอะอะ แต่งสายฝอช่วยเบรคความแรง ดูนัวสวยกำลังดีทีเดียวค่ะ

BITCH HUSTLE ช่วงนี้ปิ่นติดสีนี้มากกกกก ดูเหมือนจะแดงและแรงด้วยกริตเตอร์ แต่เปล่าเลย ทาออกมาแล้วดูฉ่ำลูกคุณ เป็นชมพูอมม่วงที่ทำให้ริมฝีปากสีสวยตามที่เห็นเลยค่ะ ทาได้ทุกโอกาส แต่ปิ่นมักจะทาเดี่ยวๆ ตอนที่จะออกไปข้างนอกแบบไม่เป็นทางการก็ได้ลุคธรรมะ ธรรมชาติ สวยใสๆ ค่ะ

SUGAR BABY กลอสออกโทนส้มใสผสมกริตเตอร์ ปิ่นว่าสีนี้เหมาะกับสาวๆ ผิวสีน้ำผึ้งมากๆๆๆๆ ช่วยขับผิวให้สว่าง ดูนัวสวย กระจ่างสว่างตามากค่ะ

จบไปแล้วกับทั้ง 5 สี 5 สไตล์ สวยแพงในราคาที่เอื้อมถึงมากๆๆๆๆๆ สวยเกินเบอร์เกินราคาไปมากเลยค่ะ เทรนด์ปากฉ่ำวาวต้องมาแล้วค่า 

สำหรับวันนี้ปิ่นขอลาไปก่อน

แล้วเจอกันใหม่จ้า

บาย~

กันแดดที่ทั้งป้องกันและสารพัดบำรุง WE SkinCare Expert Protection Sunscreen

สวัสดีค่ะ 

นี่ปิ่นเองจ้า

ช่วงนี้แดดแรง ไปทำงาน ไปเที่ยวทีหน้าก็หมอง มีฝ้า กระ เพิ่มขึ้นถ้าไม่ดูแลดีๆ

และการงาน ณ ขณะนี้บีบให้เราต้องมานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ และพักผ่อนโดยการเล่นโทรศัพท์มือถือหรือดูทีวีเป็นเวลานาน

ทั้งที่อยู่แต่ในที่ร่มแล้วเหตุฉไนผิวเรายังดูหมองคล้ำเหมือนโดนแดดได้อีก สุดท้ายก็มาระลึกได้ว่าสิ่งที่ปิ่นเผชิญอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่แค่รังสี UVA-UVB อย่างเดียว แต่ยังมีแสงสีฟ้าที่เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันทำร้ายผิวไม่ต่างจากการไปตากแดดโดยไม่ทาครีมใดๆ บางคนคิดว่า

ไม่โดนแดด = ผิวไม่ถูกทำร้ายจากรังสี 

แต่ในความเป็นจริงแล้วอยู่ในบ้านผิวก็ถูกทำร้ายได้เช่นกันค่ะ

อีกหนึ่งเหตุผลคือต้องการพักหน้า เก็บหน้าไว้แล้วมาจัดเต็มสำหรับการเที่ยวในวันเสาร์-อาทิตย์ดีกว่า ซึ่งหลายๆ คนเขาแต่งหน้ากันไปทำงาน แต่พักหน้าในวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่อิฉันมักมีความคิดแปลกกว่าชาวบ้านชาวช่องเขาเสมอ 555

ไอ้ครั้นจะหน้าสดไปทำงานก็กระไรอยู่ เกรงใจเพื่อนร่วมงานและบอส พวกเขาไม่ควรมารับกรรมทางสายตาเช่นนี้ 

สุดท้ายก็มาเจอครีมกันแดดของ WE SkinCare ที่ตอบโจทย์ให้กับพี่ปิ่นในทุกเงื่อนไขที่มี (เรื่องมากนั่นเอง) ไปดูกันค่ะว่าน้องหน้าตาเป็นยังไง

WE SkinCare
Expert Protection Sunscreen SPF 50 PA+++
25 g : 490 THB

ส่วนประกอบสำคัญ

  • Collagen : มีส่วนสำคัญในการทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น มีความยืดหยุ่น กระชับ ช่วยเติมเต็มผิวที่หย่อนคล้อยให้กลับมาเรียบตึง ช่วยแก้ปัญหาผิวที่ถูกความร้อนหรือรังสียูวีเผาไหม้
  • Bisabolol : สารสกัดจากดอกคาโมมายล์ มีประสิทธิภาพในการลดการระคายเคือง ลดการอักเสบ การแพ้ และมีฤทธิ์ต่อต้านแบคทีเรีย ยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีของผิว
  • Cinnamomum camphora leaf extract : ช่วยยับยั้งแบคทีเรีย ต้านการอักเสบ ลดรอยผิวแห้งแตก หยาบกร้าน ช่วยรักษาสมานแผล ช่วยปกป้องผิวจากอันตรายของแสงสีฟ้า ซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยและผิวหมองคล้ำ
  • Avena sativa leaf extract : อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น ฟินอล (phenols), กรดไฟติก (phytic acid), สเตอรอล (Sterols), และวิตามินอี (Vitamin E) เพิ่มความชุ่มชื้น (Moisturizer) ลดการแพ้และการอักเสบ ช่วยปกป้องผิวจากอันตรายของแสงสีฟ้า ซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยและผิวหมองคล้ำ
  • Niacinamide : ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่น กักเก็บน้ำไว้ในผิวได้เป็นอย่างดี มีส่วนประกอบอย่าง Collagen ที่ช่วยลดริ้วรอย ช่วยยับยั้งไม่ให้ผิวผลิตเม็ดสีมากผิดปกติ ช่วยให้ผิวดูขาวกระจ่างใสและสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังมี Niacinamide 4% ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาสิว
  • Ethylhexyl Methoxycinnamate : เป็นสารกันแดดที่สามารถกันรังสี UVB ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะใช้หลักการดูดซับรังสีไม่ให้แสงแดดส่งผ่านไปยังเซลล์
  • Micro Titanium Dioxide : สารกันแดดที่ทำหน้าที่เคลือบผิวเพื่อป้องกันรังสี UVA-UVB มีความเสถียรสูงในการป้องกันแสงแดด และไม่ระคายเคืองต่อผิว
  • Zinc Oxide : สารกันแดดที่ทำหน้าที่เคลือบผิวเพื่อป้องกันรังสี UVA-UVB ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองเนื่องจากไม่ซึมลงผิว และเป็นตัวช่วยกระจายเนื้อครีมกันแดดให้สามารถป้องกันรังสี UV ได้อย่างทั่วถึง

เท่าที่เห็นส่วนผสมแล้วนอกจากจะช่วยกันรังสี UVA-UVB แล้ว ยังอ่อนโยน มี Collagen ที่ได้จากพืชสีแดงซึ่งช่วยบำรุงให้ความชุ่มชื่น สารสกัดจากคาโมมายล์ลดการอักเสบ หน้าไม่แสบร้อน แม้โดนแสงแดดยาวนาน และยังมีสารสกัดจากธรรมชาติอย่าง Cinnamomum camphora leaf extract, Avena sativa leaf extract ที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงสีฟ้าที่อยู่ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะหน้าจอคอมพิวเตอร์, ทีวี, โทรศัพท์ และอื่นๆ อีกมาก 

และยังมี สารกันแดดชนิดสะท้อนแสงออกจากผิวหนัง ป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB เข้าผิวหนังน้อยมาก ที่สำคัญคือมีวิตามินบีหรือ Niacinamide ซึ่งเป็นวิตามินที่มีประโยชน์ต่อผิวของเรา สามารถช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างครอบคลุม โดยสามารถไล่ตั้งแต่ช่วยลดริ้วรอย และรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว ช่วยลดอาการแดง และอาการระคายเคืองบนผิว ไปจนถึงช่วยกระตุ้นการผลิตเซราไมด์ (ceramide) ที่ช่วยให้ผิวกระชับและชุ่มชื้น ซึ่งจะส่งผลให้ผิวเรียบเนียนขึ้น

*ไม่มีแอลกอฮอล์ 

*ไม่มีพาราเบน

จึงอ่อนโยนใช้แล้วไม่แพ้ค่ะ

ถึงแม้ว่าจะมี Salicylic acid หรือ BHA แต่ก็มีน้อยกว่า 2% ซึ่งในประเทศไทย ทาง อย.ได้กำหนดให้ใช้ salicylic acid ในเครื่องสำอางได้ไม่เกิน 2% อยู่แล้วค่ะ ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ salicylic acid ในบ้านเรา 

จึงใช้กับคนท้องได้  (โปรดพึงระวังแบรนด์ที่ไม่น่าเชื่อถือ อาจใส่เกิน2%)

เนื้อครีมกันแดดจะเป็นเนื้อมูส เกลี่ยง่าย มีสีคล้ายรองพื้นหรือบีบีครีมเพราะผสมรองพื้นเข้าไปแต่มีปริมาณที่น้อยมากทำให้เนื้อไม่หนักแต่กลับเบาบาง พอให้หน้าดูกระจ่างใสหลังทา เรียกได้ว่าเป็นกันแดดที่ครบเครื่องมากค่ะ 

เปรียบเทียบให้ดูค่ะว่าหลังทากันแดดจะช่วยให้หน้าผ่องขึ้นแต่ไม่ลอย เหมือนได้ทาแป้งอัดแข็งที่เรามีกันตามปกติ 

ตรงนี้ตอบโจทย์ปิ่นมากรวมทั้งบรรดาสาวๆ ที่ชอบแต่งหน้าเบาๆ ใสๆ มากเลยค่ะ 

คือหลังจากลงสกินแคร์และครีมกันแดดเป็นขั้นตอนสุดท้ายแล้ว รอให้เขาเซ็ตตัวแห้งสักครู่แล้วตามด้วยแป้งฝุ่น (สำหรับคนผิวมันและผิวผสม) หรือทาด้วยแป้งผสมรองพื้น แล้วทาปาก ก็ออกจากบ้านได้เลยค่ะ ซึ่งตอนนี้กลายเป็น routine ปกติในวันทำงานของปิ่นไปแล้ว ง่าย เร็ว สะดวกต่อชีวิตขึ้นมากค่ะ (ปิ่นผิวสี NC25 ค่ะ)

หรือจะแต่งหน้าจัดเต็มก็สามารถค่ะ เพียงแต่จะต้องสลับขั้นตอนในการลงผลิตภัณฑ์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคราบ เพราะอย่างที่บอกว่าเขามีส่วนผสมของรองพื้นด้วย ถ้าเราทาเขาแล้วเริ่มสู่ขั้นตอนการแต่งหน้าจัดเต็มก็ไม่ต่างอะไรกับการลงรองพื้นก่อนแล้วค่อยลง Primer หรือ Corrector ค่ะ เป็นคราบแน่นอน ดังนั้นพี่ปิ่นจึงสลับขั้นตอนโดยที่ทาสกินแคร์เสร็จแล้วก่อนจะลงกันแดด พี่ปิ่นก็ลง Primer พรางรูขุมขนคุมมันไปเลยค่ะ แล้วถึงค่อยลงกันแดดตัวนี้ จากนั้นก็ลงรองพื้นตามปกติจะได้ไม่เป็นคราบค่ะ

เท่านี้ก็แต่งหน้าได้เนียนกริบแล้วค่ะ

ความรู้สึกหลังใช้

นอกเหนือไปจากช่วยให้ชีวิตปิ่นง่ายขึ้นในวันสบายๆ และเร่งรีบแล้ว เวลาที่ไปออกรอบ (เที่ยว, ออกกำลังกาย) ล่าสุดเลยคือไปยืนต่อแถวไหว้หลวงพ่อรวยเป็นชั่วโมง ตากแดดแล้วรู้สึกว่าผิวถูกปกป้อง ไม่แสบ ไม่ร้อน หน้าไม่ลอก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้ความว่าเราไม่ต้องใส่หมวก กางร่มแล้วไปยืนจังก้าท้าแดดนะคะ เราก็ยังคงใช้วิธีการเดิมๆ ร่วมด้วยเช่นกัน สำหรับปิ่นแล้วเขาเป็นกันแดดที่ทาแล้วรู้สึกชุ่มชื่น ไม่แห้ง ไม่ขรุย เกลี่ยง่ายมากกกกกกกกก ที่สำคัญคือไม่มีแอลกอฮอล์และพาราเบน จึงอ่อนโยนต่อผิวมาก เหมือนได้รับทั้งการบำรุงและปกป้องไปในตัว และคุมมันได้ค่อนข้างดีอันนี้จากใจสาวผิวผสมค่อนไปทางมันอย่างปิ่นเลยค่ะ อีกอย่างที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือจุดด่างดำที่อาจเกิดขึ้นจากแสงสีฟ้าไม่เพิ่มและไม่เข้มขึ้น ใช่ค่ะ พี่ปิ่นนับจุดด่างดำและเฝ้าสังเกตมันทุกวัน เรามันคนโรคจิต เปราะบางเรื่องนี้มากๆ มีครั้งหนึ่งที่พี่ปิ่นไม่ออกไปไหนเลย อยู่แต่หน้าจอคอมและมือถือ ปรากฏว่าหน้าหมอง และมีจุดด่างดำเพิ่มขึ้น ไม่ต้องสืบเลยค่าว่ามาจากแสงสีฟ้านั่นแหละ แต่พอใช้กันแดดตัวนี้แล้วผิวกลับผ่องเนียน จุดด่างดำก็ไม่มีมากขึ้นไปกว่าเดิมเลยค่ะ อันนี้ถือว่าดี!

Note : แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นกันแดดของแบรนด์ไหนก็ตาม หน้าที่กลไกของเขาคือจะมีบางส่วนที่ทำหน้าที่เคลือบตัวอยู่ที่ผิวชั้นบนเพื่อสะท้อนรังสี UV ดังนั้นจึงมีโอกาสการตกค้างตามรูขุมขนจนก่อให้เกิดสิวอุดตันได้หากทำความสะอาดไม่ดีพอ ยิ่งตัวนี้มีส่วนผสมของรองพื้นด้วยแล้วแม้จะผสมมาในเปอร์เซ็นต์ที่น้อย แต่ปิ่นขอแนะนำให้เช็ดทำความสะอาดด้วย Cleansing ที่ทุกคนมีแล้วค่อยล้างหน้าตามปกตินะคะจะได้ไม่เป็นสิวอุดตันค่ะ 

กลายเป็นครีมกันแดดในดวงใจอีกตัวหนึ่ง ณ ขณะนี้ไปแล้วค่ะ กับ WE SkinCare Expert Protection Sunscreen SPF 50 PA+++ 

ใช้ทุกวันจริงๆ จ้า

ช่องทางการสั่งซื้อ

FB : WE Skin Care

IG : we_skin_care

Line : @weskincaren-p

Website : https://weskincareth.com/

สำหรับวันนี้พี่ปิ่นขอลาไปก่อน 

เจอกันใหม่ครั้งหน้า

บายจ้า

แต่งหน้าตาม jennie blackpink ใน MV icecream

สวัสดีจ้า

ดู MV icecream ของสาวๆ blackpink ที่ feat. กับ Selena Gomez แล้ว ชอบ Makeup หางตาสีน้ำเงินมากๆ เลยแต่งตามค่ะ ง่ายๆ ไม่ยากเลย แค่ต้องหา eye liner หรือ eyeshadow สีน้ำเงิน กับพร้อพติดเล็บรูปดาว (ซองละไม่กี่สิบบาท) มาติดค่ะ ว่าแล้วก็ไปดูขั้นตอนกันจ้า

หางตาน้ำเงินเกร๋ๆ แฮร่สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อนจ้า

Kiehl’s Calendula ปลอบประโลมผิวด้วยพลังดอกไม้

สวัสดีค่ะทุกคน

หลังจากที่พี่ปิ่นเคยพูดถึงเรื่อง Morning Skincare Routine ในวัย 38 หนึ่งในนั้นที่พี่ปิ่นพูดถึงมี Kiehl’s Calendula Set อยู่ด้วย ซึ่งในวันนี้พี่ปิ่นจะขอมาพูดถึงแบบเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับ Line Calendula ของ Kiehl’s รวมไปถึงความรู้สึกส่วนตัวหลังใช้ว่าเอ๊ะ! เหตุไฉน พี่ปิ่นถึงชอบและเลือกใช้ให้น้องๆ เป็น 1 ใน Skincare ของหญิงวัย 38 อย่างพี่ปิ่นด้วย ถ้าพร้อมแล้ว มาจ้ะ!

“ดอกคาเลนดูล่า หรือ ดาวเรืองฝรั่ง”

ก่อนอื่นต้องเกริ่นนำถึงสรรพคุณของตัวชูโรงก่อน ดอกคาเลนดูล่า หรือ ดอกดาวเรืองฝรั่งพบมากใน แถบเมดิเตอร์เรเนียน  เป็นที่ทราบกันดีว่ามีคุณสมบัติปลอบประโลมผิว และเป็นสมุนไพรที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงทั้งในทางการแพทย์อายุรเวทและแพทย์แผนจีนโบราณมานานหลายร้อยปี ถูกใช้แทบจะทุกส่วนของต้นเลยค่ะ ตั้งแต่ราก ต้น ใบ กลีบดอก น้องมีสรรพคุณทางยามากมายชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นยาสามัญประจำบ้านเลยค่ะ

ดาวเรืองฝรั่ง ชื่อสามัญ Calendula, Common marigold, Cape marigold, English marigold, Garden marigold, Scottish marigold, Marigold, Pot marigold, Ruddles

ดาวเรืองฝรั่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ Calendula officinalis L. จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)

สมุนไพรดาวเรืองฝรั่ง มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ดาวเรืองหม้อ (กรุงเทพฯ), จินจ่านจวี๋ (จีนกลาง), กิมจั้วเก็ก (จีนแต้จิ๋ว) เป็นต้น

ได้ตั้งแต่ใช้เป็นยาธาตุ(ดอก) ขับพยาธิ(ต้น,ดอก) แก้คลื่นเหียน(ต้น,ดอก) แก้ไข้ทรพิษได้ไปอีก(ดอก) และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะช่วยในเรื่องรักษาแผลผุพอง รักษาแผลทั้งภายในและภายนอก แน่นอนค่ะว่าตรงนี้ใช้กลีบดอกเป็นสำคัญ จนในที่สุดได้ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ซึ่งมีความสำคัญสำหรับทารก โดยนำมาใช้ผสมในแป้งสำหรับโรยตัวเด็ก ผสมในน้ำสำหรับอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย เช่น คาโมไมล์ และคอมเฟรย์   

สารสกัดที่ได้จากดอกคาเลนดูล่าคือ Lutein ซึ่งมีสรรพคุณในด้าน 

– ลดการอักเสบ เช่นการอักเสบจากสิว ช่วยลดรอยแดงจากสิว ช่วยสมานแผล 

– เสริมความชุ่มชื้น ลดการระคายเคืองผิว โดยเหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย หรือผิวที่ระคายเคือง 

– ชะลออายุของผิว ทั้งยังช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ

– กรองเเสง ลดการอุดตัน 

เห็นไหมคะว่าสรรพคุณของดอกคาเลนดูล่ามีเยอะชนิดยาวเป็นหางว่าว 

สภาพผิวก่อนได้มารู้จัก Kiehl’s Calendula

เป็นสภาพผิวที่ได้รับการดูแลจนดีขึ้นส่วนหนึ่งซึ่งก่อนหน้านั้นเป็นผิวผสมค่อนไปทางมัน ขาดน้ำ หน้าหมองคล้ำ มีริ้วรอย เหี่ยวย่น เป็นสิวอุดตัน สิวผด ที่ปะทุขึ้นเป็นสิวอักเสบหัวหนองรอบกรอบหน้า หลังจากรู้สึกตัวก็เริ่มบำรุงด้วยการลงทุนใช้ครีมดีๆ ถ้าให้คะแนนเต็ม 10 สภาพหน้าก่อนใช้ Kiehl’s Calendula อยู่ที่ 4 คะแนนค่ะ

ต่อไปมาดูแยกแต่ละตัวกันเลยค่ะว่ามีดีอย่างไร

Kiehl’s Calendula Deep Cleansing Foaming Face Wash

ตัวนี้ได้รับแรงบันดาลในการผลิตมาจากโทนเนอร์ดอกคาเลนดูล่าที่ผลิตมาตั้งแต่ปี 1960’s

นอกจากจะมีส่วนผสมของสารสกัดจากดอกคาเลนดูลาแล้ว (Calendula Flower Extract) ยังมีกลีเซอริน (Glycerin) ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในพืช ช่วยดึงดูดความชื้นจากอากาศเพื่อเสริมน้ำหล่อเลี้ยงและเติมเต็มผิว แอคติเวเต็ดซี (ACTIVATED C)มอบความกระจ่างใสโดยรวม โดยการลดเลือนความหมองคล้ำ และ สารสกัดจากว่านหางจระเข้ Aloe Vera ที่ช่วยลดอาการระคายเคือง 

เรียกได้ว่าโฟมล้างหน้า Kiehl’s Calendula Foaming Wash ช่วยทำความสะอาดยังอ่อนโยนต่อผิวด้วยเช่นเดียวกัน

ความรู้สึกหลังใช้

ตัวนี้พี่ปิ่นได้ใช้ครั้งแรกตอนไปพักกับน้องคนสนิทค่ะ เขาคะยั้นคะยอให้ใช้ให้ได้ “แล้วเจ๊จะติดใจ” น้องพูดทิ้งท้ายไว้แบบนี้ เราก็ใช้เลย สัมผัสแรกที่ได้คือความเนียนนุ่มของฟองที่มีน้อยแต่รู้สึกว่าทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึก ทุกครั้งที่ใช้มือวนถูไปทั่วใบหน้รากลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายกลิ่นเก๊กฮวยกรุ่นกำจายเข้าจมูกอย่างแผ่วเบา ตอนนั้นพี่ปิ่นถึงขั้นหลับตาล้างหน้าเพราะฟินมากจริงๆ เหนือสิ่งอื่นใดคือสภาพผิวหลังล้างน้ำออก ไม่มีความแห้งตึง แต่กลับนุ่มนิ่ม จนต้องจับแล้วจับอีก หลังจากนั้นมาพี่ปิ่นซื้อใช้เป็นของตัวเอง แล้วพบว่ายิ่งใช้หน้าก็ยิ่งสดชื่น เนียนนุ่ม กระจ่างใสขึ้นจริงๆ   

“เนื้อใสๆ ฟองน้อยแต่ได้ผลลัพธ์ที่เนียนนุ่มชุ่มชื่น”

Kiehl’s Calendula Herbal-Extract Toner Alcohol-Free

โทนเนอร์ Kiehl’s Calendula Toner ทรงประสิทธิภาพสูตรไร้แอลกอฮอล์เหมาะสำหรับผิวธรรมดา-ผิวมัน รวมถึงผิวที่มีแนวโน้มแพ้ง่าย

โทนเนอร์ สูตรไร้แอลกอฮอล์ที่เป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมในหมู่ลูกค้าคีลส์ตั้งแต่ 1960’s ผลิตภัณฑ์โทนเนอร์สูตรคลาสสิคที่มีส่วนผสมของกลีบดอกคาเลนดูล่า เป็นอีกขั้นตอนที่จะช่วยทำความสะอาดผิว อีกทั้งยังปลอบประโลมและปรับสภาพผิวให้นุ่มและรู้สึกสบายผิว เหมาะสำหรับผิวธรรมดา-ผิวมัน

มีส่วนผสมของสารสกัดจากดอกคาเลนดูล่า มีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้น ลดการอักเสบระคายเคือง รักษาผิวแพ้ง่าย และชะลออายุของผิว ทั้งยังช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ กรองเเสง ลดการอุดตัน และอุดมไปด้วย Lutein สารสกัดได้จากรากสมุนไพรคัมฟรี (comfrey) เป็นที่รู้จักดีจากสรรพคุณบรรเทาอาการระคายเคือง และ Great Burdock รู้จักกันมานานนับศตวรรษแล้วถึงประสิทธิภาพในการปรับสภาพผิวที่แห้ง และยังมีคุณสมบัติในการบรรเทาอาการระคายเคือง และยังช่วยควบคุมระดับการสร้างไขมันให้อยู่ในระดับปกติ 

ที่สำคัญคือไม่มีแอลกอฮอล์ค่ะ

“กลีบดอกคาเลนดูลาในโทนเนอร์”

ส่วนผสมหลักซึ่งก็คือกลีบดอกคาเลนดูลาจะเก็บด้วยมือ ดอกคาเลนดูลาที่คีลส์นำมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ปลูกโดยไม่ใช้ยากำจัดศัตรูพืช จากนั้นจึงนำมาคัดแยกด้วยมือ แล้วผึ่งแดดให้แห้งในที่โล่ง โดยไม่มีการเพิ่มกระบวนการพิเศษหรือใช้ความร้อนจากแหล่งพลังงานอื่นที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น

ซึ่งโทนเนอร์ของคีลส์จะช่วยปลอบประโลม คืนความสดชื่น ความมีชีวิตชีวาสู่ผิว เสริมเกราะป้องกันผิวให้ปราการคุ้มกันผิวได้รับการปกป้องแข็งแรง

ความรู้สึกหลังใช้

หมดแล้วหมดอีก พี่ปิ่นใช้น้องคนนี้แล้วพบว่าผิวสมดุลมากขึ้น สะอาดมากขึ้น และลงสกินแคร์ได้ล้ำลึกขึ้นกว่าเดิม แล้วผิวหน้าก็สะอาดมากขึ้น แถมยังช่วยบรรเทาสิวอักเสบที่ปะทุมาจากสิวอุดตันให้น้อยลง พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้ามีสิวอักเสบที่กำลังจะเป็นหัวหนอง คืนนั้นโปะโทนเนอร์ไปแล้วทาครีมปกติ ตื่นเช้ามาสิวที่คาดว่าน่ากลายเป็นหัวหนองกลับหายไปค่ะ! ยิ่งเช็ดยิ่งใช้น้องเหมือนช่วยรักษาสภาพผิวให้สิวอุดตันน้อยลง สิวอักเสบน้อยลงเรื่อยๆ จนตอนนี้พูดได้เลยว่า “ไม่มี” แล้วค่ะ

Kiehl’s Calendula Serum-Infused Water Cream

ครีมชุ่มชื้น ปลุกผิวโทรมให้เปล่งปลั่งใน 7 วัน* ด้วยวอเตอร์ครีมที่ผสาน Calendula serum ลงไป

ใช้สารสกัดจากดอกคาเลนดูลา(Calendula Flower Extract) ที่มีความเข้มข้นสูงสุดเท่าที่เคยใช้มา เพื่อช่วยปลอบประโลมและคืนความสดชื่นให้ผิวพร้อมมอบความเปล่งปลั่งที่มองเห็นได้

ช่วยลดเลือนสัญญาณแรกของความร่วงโรยที่เกิดขึ้นเมื่อปราการคุ้มกันผิวถูกทำให้อ่อนแอลงจากปัจจัยก่อความระคายเคืองในสิ่งแวดล้อม เมื่อใช้ต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์ครีมเพิ่มความชุ่มชื้นสูตรนี้ยังช่วยลดรอยแดงอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย

ซึ่ง 1 กระปุกจะมีดอกคาเลนดูลานับ 100 กลีบ ผสานเข้ากับสารสกัดเข้มข้นจากดอกคาเลนดูลาด้วย

โครงสร้างที่มีลักษณะเฉพาะของสูตรผสมนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อ “บรรจุ” ส่วนผสมของคาเลนดูลาเซรั่มเข้มข้นไว้ในวัฏภาคน้ำ (water phase) เมื่อลูบไล้ลงบนผิว เซรั่มอินฟิวชั่น (serum infusion) นี้จะเปลี่ยนจากเนื้อเจลเป็นน้ำ บางเบา ซึมไว สามารถผสานพลังจากกลีบดอกคาเลนดูลาที่บดละเอียด (micronized Calendula Petals) หลายร้อยกลีบและสารสกัดคาเลนดูลา (Calendula Extract) เข้าสู่ผิวโดยตรง

ก่อนที่กลีบดอกคาเลนดูลาทั้งหมดจะถูกเพิ่มลงในสูตรผสมเพื่อแปรสภาพ จะถูก “แช่น้ำ” ที่อุณหภูมิสูงเป็นเวลาสิบนาที เพื่อให้องค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติปลอบประโลมผิวของกลีบถูกปล่อยออกมามากที่สุด หลังจากนั้นกลีบคาเลนดูลาทั้งหมดจะถูกใส่ลงในสูตรเพื่อผสม ในขั้นตอนการผสมนี้ กลีบดอกจะถูกบดละเอียดเป็นกลีบขนาดจิ๋วหลายร้อยกลีบ ซึ่งมองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์เท่านั้น  

ความรู้สึกหลังใช้

ครีมตัวนี้ทำพี่ปิ่นตื่นเต้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ใช้ เพราะเห็นเป็นเนื้อครีมตอนอยู่ในกระปุก แต่พอเอามาปาดลงผิวกลับแตกตัวเป็น “น้ำ” แล้วซึมเข้าผิวเลยทันที แต่กลับรู้สึกชุ่มชื่นที่หน้า และเหมือนมีฟิล์มแผ่นบางเคลือบผิวไว้อีกชั้น หลังทารู้สึกได้ถึงผิวที่เนียนนุ่มชุ่มชื่น ตรงจุดไหนที่แห้งกร้านตรงจุดนั้นจะเหลือฟิล์มเคลือบผิวน้อยกว่าทุกจุด คือรู้ได้เลยว่าครีมแทรกตัวลงไปแล้วกำลังเยียวยาให้เรา สิวอักเสบ สิวผด ความแห้งกร้าน ความเหี่ยวย่น และอื่นๆ ค่อยๆ ถูกฟื้นฟูขึ้นทีละน้อยจนกระทั่งวันหนึ่งพี่ปิ่นรู้สึกตัวว่า เออ…ผิวฉันแข็งแรงขึ้นนะ ตรงที่เคยแดง อักเสบ หายไปแล้ว ถ้าให้เปรียบ Feeling น้องก็เหมือนพระมาสวดส่งวิญญาณร้าย จากที่เคยอาละวาดก็ค่อยๆ สงบลงแล้วขึ้นสวรรค์ไปสู่ที่ชอบๆ ได้ในที่สุด

“ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ”


ครอบครัว Kiehl’s ที่ใช้อยู่

ในวัย 38 เช่นนี้ พี่ปิ่นไม่ขออะไรมาก ขอแค่ผิวหน้าที่เคยละเลยไปจนย่ำแย่ถูกฟื้นฟูให้ดีขึ้น อาจจะไม่ใสปิ๊งเหมือนตอนสาวๆ แต่อย่างน้อยขอให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื่น ไม่มีสิว และทุกอย่างอยู่ในความสงบก็พอแล้วค่ะ ซึ่งต้องบอกเลยว่า Kiehl’s Calendula เป็น 1 ในขุนพลรบที่ช่วยกอบกู้ผิวหน้าของพี่ปิ่นและยังเฝ้าระวังไม่ให้ปัญหาต่างๆ เหล่านั้นกลับมาด้วยค่ะ 

รักมาก

และจะรักตลอดไป 5555

วันนี้ขอลาไปก่อน พบกันใหม่ครั้งหน้า

บายจ้า