รีวิว KVD Good Apple รองพื้นเนื้อบาล์มปกปิดทุกอณู?

สวัสดีค่ะ

พูดถึงรองพื้นที่กำลังมาแรงในตอนนี้คงหนีไม่พ้นรองพื้นเนื้อบาล์มตัวดังของ KVD Beauty ค่ะ ซึ่งวันนี้พี่ปิ่นจะพาทุกคนไปท้าพิสูจน์ว่าทำไมถึงถูกพูดถึงนักหนา ไปจ้ะ เดินตามธงพี่ปิ่นมาได้เลย

KVD Beauty Good Apple Skin-Perfecting Foundation Balm  

1500 THB

เป็นรองพื้นที่มาในรูปแบบตลับ สูตรบาล์มเนื้อชุ่มชื้น ปกปิดได้แบบ full-coverage แต่เนื้อบางเบา ติดทนนาน ให้สัมผัสแบบแมตต์ พร้อมการบำรุงจากสารสกัดจากแอปเปิ้ล Good Apple จะช่วยลดเลือนรูขุมขนให้ผิวเรียบเนียน สุขภาพดี ที่สำคัญคือ ไม่อุดตันผิว

เอาล่าวๆ จำได้ว่าตอนนั้นแอบลังเลนิดนึงว่าจะเอาไม่เอาดี เพราะขนาด 10 g ที่ให้มาในหนึ่งตลับ ก็ถือว่ามีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับราคา

แต่เมื่อลองปาดดูก็คือเดินไปหยิบน้องใส่ตะกร้าลืมความลังเลเมื่อครู่ไปเลยค่ะ

เข้าไทยมาทั้งหมด 14 เฉด แบ่งเป็น 4 กลุ่ม มี Light, Medium, Tan, Deep

Good Apple ขึ้นชื่อในเรื่องของการปกปิดขั้นสุด แต่ให้ผิวที่เนียนประหนึ่งเป็นผิวจริงของเรา อ่ะ มาลองให้ดูกันแบบชัดๆ จะๆ กันไปเลยค่ะ

และนี่คือรูปหน้าสดเดนตายผ่านสงครามแสงแดดมา 38 ปีค่ะ 5555

ฝ้า กระ เข้ม จัดเต็ม รูขุมขนบริเวณหน้าแก้มและจมูกกว้าง พี่ปิ่นเป็นคนผิวผสม มันบริเวณทีโซนและหน้าแก้ม ใต้ตาแห้งมีริ้วรอยค่ะ

“ในปาดเดียว”

พี่ปิ่นเลือกปาดลงบริเวณที่มีกระเข้มสุดเลยค่ะ โดยใช้แปรงแตะๆ ไปที่รองพื้นนิดหน่อย แต่ผลที่ได้ก็คือ ดูตาพี่ปิ่นค่ะ อีกนิดจะหลุดจากเบ้าแล้ว 5555 ความเข้มข้นนี่ทำอิฉันตะลึงมาก

ลองปาดไปครึ่งหน้าพบว่าสามารถเกลี่ยไปทั่วหน้าได้อย่างง่ายดายใน 1 แปรงนั่นแหละค่ะ ไม่ได้จุ่มเพิ่มแต่อย่างใด เนื้อลื่น เกลี่ยง่ายมาก และบางเบามากเช่นกัน เขากลบรูขุมขน black hole ของพี่ปิ่นได้เนียนกลิบโดยที่ไม่ต้องพึ่งตัวช่วยอย่าง Primer เลย ปกปิดขั้นสุด! ใช้แค่ Good Apple ก็ไม่ต้องใช้ Concealer มาป้ายตรงกระดำๆ หรือตรงรูขุมขนอีกเลยค่ะ ใต้ตงใต้ตาคือกลบแพนด้าได้หมด! โอ้ พระเจ้าช่วยกล้วยทอด สุดยอดศิวิไลซ์!

หลังจากปาดเสร็จ 2-3 นาที เขาจะเริ่มแห้ง กลืนเนียนสนิทไปกับผิว แต่ไม่ได้แห้งแคร้ก แมตต์ป้าบขนาดนั้น แต่ให้ผิวที่เนียน ดูชุ่มชื่น ชอบมากค่ะ

ว่าแล้วก็ไปแต่งต่อให้จบกันดีกว่า

“ลงรองพื้นเพียวๆ”

อื้อหื้ออออออ ฉันกลายเป็นคนลวงโลกไปในบัดดล 5555

Finished ผิวตอนแต่งเสร็จใหม่ ๆ ก็คือสวยมากกกกกก นวลเนียน รูขุมขนถูกเบลอจนเรียกได้ว่าหายไปไหน? จุดด่างดำต่าง ๆ คือแทบจะมองไม่เห็นเลยค่ะ

เพื่อเป็นการทดสอบประสิทธิภาพสไตล์พี่ปิ่น พี่ปิ่นจะใช้น้องเขาเพียวๆ เดี่ยวๆ ค่ะ ไม่ใช้ตัวช่วยเพิ่มอะไรเลย คือลงสกินแคร์เสร็จก็ใช้รองพื้นลงเลยค่ะ แต่งเสร็จก็ไม่ใช้แป้ง และฉีด setting spray อะไรด้วย

***ลงแป้งฝุ่นบริเวณกรอบหน้าเท่านั้น เพื่อ set shading แบบครีม*** 

และต่อไปนี้คือผลหลังผ่านไป 6 ชั่วโมงค่ะ

วาวเลยค่ะ 5555 สามารถอนุมานได้ว่า ถึงน้องจะเคลมว่าให้ฟินิชผิวแบบแมตต์ แต่น้องไม่คุมมันค่ะ สรุปคือต้องใช้ตัวช่วยต่าง ๆ เพื่อคุมมันร่วมด้วยช่วยกันค่ะ

ซับมันกันด้วยทิชชูกันหน่อย มีเนื้อรองพื้นติดออกมา นั่นก็แสดงว่าใส่แมสแล้วคือรองพื้นติดมาส์กแน่นอน

แต่ๆๆๆๆๆๆๆ

ให้ทุกคนดูแบบซูมๆ จุดที่รอดสุดคือผิวทั่วหน้าและตรงรูขุมขนหน้าแก้มค่ะ แม้จะมีการซับออกไป แต่รูขุมขนฉันยังรอด! เขายังแมตต์ แต่ไม่แมตต์ป้าบจนแคร็ก ส่วนปลายจมูกมีหลุดนิดหน่อยค่ะตามสภาพความมัน และที่สำคัญ!!! ไม่ไหล ไม่ย้อย ไม่กอง ซับๆ แล้วทุกอย่างยังเหมือนเดิมยกเว้นปลายจมูกนิดหน่อยเท่านั้นเองค่ะ

สรุป

– ไม่คุมมัน เหมาะกับคนผิวแห้ง ถึง ธรรมดา ผิวผสมต้องใช้ตัวช่วยเพิ่ม เช่น Primer คุมมันบริเวณ T-Zone ลงแป้งฝุ่นคุมมัน และฉีด Setting Spray อีกที เอาอยู่ และได้ผิวสวยแน่นอน คนผิวมัน ไม่แนะนำจ้า

– เนื้อลื่น เกลี่ยง่าย ไม่เหลวเกินไป ไม่หนืดเกินไป เป็นเนื้อบาล์มที่แท้ทรู

– ปกปิดดีมาก ไม่ต้องใช้ Concealer ก็ยังได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจุดด่างดำค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาแต่ไม่มาก ถือว่าดี!

– เบลอรูขุมขนได้ดีมาก

– ปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับราคา แต่ปริมาณการใช้คือ 1 แปรงจุ่มก็ปาดและปกปิดได้ครึ่งหน้าเลยทีเดียว

– ให้ฟินิชผิวแบบแมตต์แต่มีความชุ่มชื้น เป็นรองพื้นที่สามารถเปลี่ยนผิวให้สวยขึ้นได้ดีมาก

– ไม่ไหล ไม่กอง ไม่ตกร่อง

– oxidation น้อยมากค่ะ เรียกได้ว่าแทบไม่เปลี่ยนสีเลย

ถ้าคะแนนเต็ม 10 พี่ปิ่นขอให้ 8 ค่ะ  หักในเรื่องของปริมาณกับราคาที่ไม่สัมพันธ์กันเท่าไร และหักอีก 1 คะแนนตรงไม่คุมมันค่ะ

แต่ถึงอย่างนั้น พี่ปิ่นก็ชอบมาก และหยิบใช้บ่อย ๆ แน่นอน ที่เหลือก็ใช้ตัวช่วยเอา แค่นี้ก็สวยและติดทั้งวันแล้ว

หวังว่าจะพอเป็นประโยชน์นะคะ

สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน

แล้วเจอกันใหม่ครั้งหน้าค่ะ

CHANEL ROUGE COCO BLOOM #110 สวยสูงส่งบนบ่วงโซ่อาหาร

สวัสดีค่า

แหม เป็นกระแสเหลือเกินกับลิปสติกออกใหม่ของ Chanel กับ  CHANEL ROUGE COCO BLOOM ค่ะ แล้วพี่ปิ่นก็ไปโดนตกเข้ากับสีนี้ค่ะ 110

อุแง้! สวยลืมมมมมม 

“แสงปกติในห้อง”

เนื้อของเขาบางเบา ออกไปทางเนื้อ sheer แต่ก็มีความหนักแน่นของสีอยู่มากค่ะ

“กับแสงพระอาทิตย์จากนอกห้อง”

เมื่อกระทบแดด ก็จะเห็นความฉ่ำวาวของเนื้อลิปได้อย่างชัดเจน ความชุ่มฉ่ำนี้ช่วยให้ปากไม่แห้งด้วยค่ะ

นู้ดสูงส่งมากค่ะ! ทาแล้วฉันอยู่บนจุดสูงสุดของบ่วงโซ่อาหาร นั่งจิบไวน์อยู่ชั้นบนสุดของเฮร่าพาเลซ 5555

ปกติพี่ปิ่นมีสีขอบปากค่อนข้างเข้ม ก็คิดว่าป้าชาจะเอาไม่อยู่ แต่พอได้ลองทาที่ไหนได้ เขากลบสีปากได้มิดสนิทเลยทีเดียวค่ะ อีกสิ่งก็คือไม่คิดว่ามวลที่บางเบาของเนื้อลิปจะกลบร่องปากได้แนบเนียนมากกกก มีแต่ความฉ่ำวาวและสีของลิปให้เห็นบนเรียวปากเท่านั้น อันนี้ชอบ!

“ปากฉ่ำ เงาาาาาาาาาา สวยยยยยย”

และเมื่อเช็ดออกจะเห็นได้ว่ามีความ stain หลงเหลืออยู่บนผิวเคลือบสีปากของเราเอาไว้ในระดับหนึ่ง

“หลังผ่านศึกกินมาอย่างหนักหน่วง”

ด้วยความที่เนื้อลิปเขาเป็นเนื้อบางเบาและชุ่มฉ่ำ ก็คิดว่าไม่ได้ติดทนมากนัก แต่กลับกลายเป็นว่าหลังจากกินข้าวเอย น้ำเอย เนื้อลิปหลุดออกเป็นบางส่วนเท่านั้น ซึ่งก็คือตรงกลางปากนิดหน่อย แต่ที่ขอบปากสียังมี และตรงที่หลุดออกก็ยังมีสี stain เคลือบอยู่บางๆ ถือว่าติดทนในระดับหนึ่งของเนื้อลักษณะนี้ค่ะ นับว่า…เลิฟ!!!

สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน

แล้วเจอกันใหม่ครั้งหน้าค่า

เสริมเกราะ ต้านริ้วรอยด้วย Kiehl’s Vital Skin-Strengthening Super Serum

สวัสดีค่ะทุกคน

สำหรับหญิงวัยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าผ้าอนามัยอย่างพี่ปิ่นก็ต้องดูแลเรื่องริ้วรอยบนผิวเป็นพิเศษหน่อยค่ะ เพราะอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้สภาพผิวเปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางจุดที่เคยมันก็กลับแห้งลงจนทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายค่ะ พี่ปิ่นก็เลยต้องคอยหาสกินแคร์ที่จะช่วยตอบโจทย์ผิวในแต่ละช่วงวัยอยู่เสมอ และมีไม่กี่อย่างที่ใช้แล้วชอบ เห็นผลบางประการจนต้องใช้ต่อไปเรื่อย ๆ หนึ่งในนั้นก็คือตัวนี้ค่ะ

Kiehl’s

Vital Skin-Strengthening Super Serum

เรียกง่าย ๆ สั้น ๆ ว่าคีลส์ขวดแดงค่ะ ซึ่งถูกพูดถึงพอสมควร ไอ้เราก็ไม่รอช้ารีบรับน้องมาเลยทันที 

มาดูกันดีกว่าค่ะว่าเขามีส่วนผสมอะไรที่น่าสนใจบ้าง

ไฮยาลูโรนิกแอซิดที่มีโมเลกุลขนาดเล็กทำให้ซึมลงผิวได้รวดเร็วและตรงจุด

อแต็ปโตเจนิก เฮอร์เบิล คอมเพล็กซ์ เป็นสูตรผสานศาสตร์สมุนไพรช่วยปรับสมดุลฟื้นบำรุงผิวซึ่งประกอบไปด้วย 

ซิแซนดราเบอร์รี่ ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เสริมความยืดหยุ่นให้ผิว

กะเพรา อันนี้แปลกสำหรับพี่ปิ่นมากค่ะ รู้ว่าเขามีสรรพคุณทางยา แต่ไม่คิดว่าจะเอามาใส่ในสกินแคร์ได้ ด้วยความที่กะเพราะเขาอุดมไปด้วยเออร์โซลิกแอซิด และโรสมารินิกแอซิดซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ ช่วยลดผลกระทบที่มองเห็นได้ซึ่งมาจากปัจจัยด้านความเครียดแล้วส่งผลต่อผิว

รากโสมแดง สูตรนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยจินเซนโนโซด์ค่ะ ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกสุด ทำให้ผิวเรียบเนียน

เนื้อเซรั่มบางเบาตรงกับคำเคลมที่บอกมาว่ามีขนาดโมเลกุลที่เล็กมาก

เมื่อเกลี่ยเนื้อเซรั่มก็ซึมลงสู่ผิวทันที แต่ก็ยังมอบความชุ่มชื้นอยู่ที่ผิวด้านบน ด้วยความที่เขามีน้ำหนักเบาไม่นานนักเนื้อเซรั่มทั้งหมดก็ซึมหายวับไปกับตา

เมื่อลงเซรั่มลงบนผิวหน้าเขาก็ซึมซาบไวยิ่งกว่าตอนลองบนผิวหลังมือ หลังจากนั้นพี่ปิ่นก็ใช้น้องเขาร่วมกับสกินแคร์ตัวอื่นๆ ที่ได้ใช้เป็นประจำค่ะ

ความรู้สึกหลังใช้

หลังจากที่พี่ปิ่นทดลองใช้มาร่วมเดือนพบว่า จุดที่กังวัลในเรื่องของริ้วรอยไม่ว่าจะเป็นใต้ตาที่แห้งกร้านจนเริ่มมีเส้นริ้วรอย รวมถึงตรงหัวคิ้วที่มีเส้นริ้วรอยนั่นดูตื้นขึ้นค่ะ นอกจากนี้ผิวโดยรวมก็ดูแข็งแรงและมีความเด้ง ยืดหยุ่น เหมือนเอาเกราะไปอัพเกรด ผิวมีความชุ่มชื้นฉ่ำวาวไม่แห้งกร้าน ส่วนทีโซนที่เคยมันมากและมีรูขุมขนกว้างก็เริ่มดีขึ้น กระชับขึ้น เรียกได้ว่าเซรั่มตัวนี้ทำให้ผิวของพี่ปิ่นดีขึ้นรอบด้านจริง ๆ ค่ะ ประทับใจมาก ใช้ต่อแน่นอนค่ะ

ใช้ต่อแน่นอน สัญญาว่าจะไม่นอกใจ

สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน

แล้วเจอกันใหม่ครั้งหน้าค่า

KIKO Milano Make up สุดหวือหวาแต่ราคาเอื้อมถึง

สวัสดีค่ะทุกคน

หลายคนอยากได้เครื่องสำอางคุณภาพดีแต่ราคาย่อมเยาซึ่งพี่ปิ่นก็เป็นหนึ่งในนั้น และความต้องการนอกเหนือไปจากนั้นก็คือแพ็คเกจต้องมีดีไซน์ทันสมัยและแข็งแรง หลายคนอาจบ่นว่าจะไปหาเครื่องสำอางแบบนั้นได้ที่ไหนกัน มานี่เลยค่ะ พี่ปิ่นขออนุญาตจูงมือทุกท่านเข้าสู่ Shop ที่ชื่อว่า KIKO Milano ค่ะ

KIKO Milano เป็นแบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติอิตาลีค่ะ ในครั้งหนึ่งสมัยที่ยังไม่มีโควิด พี่ปิ่นเคยเห็นเพื่อนที่เพิ่งมาจากอิตาลีใช้ค่ะ เลยขอลองใช้ลิปสติกซึ่งมีดีไซน์ล้ำ หรูหรา ก็ทดไว้ในใจว่าต้องแพงแน่ ๆ แล้วยิ่งมาจากอิตาลีอีก แต่พอถามราคากับเพื่อนปรากฏว่าราคาแค่หลักร้อย! ตอนนั้นหลงรัก KIKO จากลิปสติกเลยค่ะ และเพื่อนพี่ปิ่นบอกว่าที่อิตาลี หรือโซน ๆ ยุโรปเนี่ย KIKO เขาดังมาก เรียกได้ว่าเป็น Brand อันดับ 1 ของอิตาลี มี Shop อย่างถี่ ส่วนใหญ่จะซื้อเป็นของฝากกัน เพราะหาซื้อง่ายประหนึ่งเซเว่นหน้าปากซอย แต่ราคาน่ารัก คุณภาพระดับเคาน์เตอร์แบรนด์ ตั้งแต่นั้นมาความเกรงใจของพี่ปิ่นก็หายไป ฮ่า ๆ เวลาที่เพื่อนจะมาเยี่ยมที่ไทยเมื่อไหร่ก็จะขอให้เพื่อนหิ้วมาให้ด้วยค่ะ 

เอาล่ะ ทุกคน ไปหาเครื่องดื่มเย็น ๆ สักแก้วแล้วมานั่งติดขอบจอ เพราะพี่ปิ่นจะแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับ KIKO ที่พี่ปิ่นมีซึ่งเยอะมากกกกกก มาให้ทุกคนได้รู้จักค่ะ

KIKO Milano 

Instamoisture Foundation

SPF 25

ตัวนี้เป็นรองพื้นที่ให้ฟินิชผิวชุ่มชื้น พร้อมปกป้องแสงแดดด้วย SPF 25 พร้อมสารสกัดจากราสเบอร์รี่และอโลเวร่า คนผิวแห้งถึงผิวธรรมดาจะ Love แต่ถึงแม้พี่ปิ่นจะเป็นคนผิวผสมเมื่อใช้แล้วก็ไม่ได้ทำให้หน้ามันย่องจนไหลเยิ้มแต่อย่างใดค่ะ

เนื้อรองพื้นมีความบางเบาและเกลี่ยง่าย ปกปิดปานกลางค่ะ แต่ก็สามารถบิ้วเพิ่มขึ้นได้ เบาสบายผิวดีมากเลยค่ะ เสียดายตรงที่พี่ปิ่นฝากคนอื่นหิ้วมาเลยได้สีไม่ค่อยตรงเท่าไร อยากให้เข้าไทยมาก ถ้ามาจะไปสวอชเองที่ shop เองเลย

มาดูที่ตัวถัดมาค่ะ

KIKO Milano 

Weightless Perfection Wet and Dry Powder Foundation

แป้งผสมรองพื้นสูตรผิวเนียนแมทท์ พร้อม SPF 30 เหมาะมากสำหรับผิวธรรมดาถึงผิวมัน เนื้อแป้งค่อนข้างนุ่มเนียน เกลี่ยง่าย ถึงจะเป็นแป้งผสมรองพื้น แต่พี่ปิ่นว่าเนื้อค่อนข้างบางเบา ไม่ตกร่องหรือรู้สึกหนักหน้า ท่สำคัญปกปิดได้ดีพอสมควรเลย

พี่ปิ่นต้องขอกรีดร้องให้กับแพ็คเกจแป้งตัวนี้เลย ที่แบบ อื้อหื้มมมมม เรียบแต่หรูหรา และสะดุดตามากค่ะ! นอกจากนี้ในตลับยังมีชั้นแยกเพื่อวางฟองน้ำ พี่ปิ่นว่าค่อนข้างสะอาดเลยทีเดียว

KIKO Milano

Unlimited Blush

#04 Metallic Rosy Biscuit

ทีแรกพี่ปิ่นก็คิดว่าเป็น Single Eyeshadow แต่ไม่ใช่จ้ะ น้องเป็น Blush เนื้อฝุ่นกำมะหยี่ ที่มีประกายชิมเมอร์ทองผสม ก็คิดว่าทาออกมาจะวาวเป็นไฮไลท์ แต่เปล่าเลย ทาออกแล้วสีสวยมากค่ะ วันไหนที่ไม่อยากเน้นไฮไลท์หรือเฉดดิ้งหนักๆ ตัวนี้ตัวเดียวก็เอาอยู่ เพราะไม่ต้องใช้ไฮไลท์เพิ่มและไม่ต้องใช้เฉดดิ้งด้วยเช่นเดียวกัน

น้องจะสะท้อนเล่นแสงแค่เฉพาะจุดที่ตกกระทบกับแสงเท่านั้น ส่วนตรงอื่นที่ไม่ถูกแสงก็จะเหมือนกับ Blush แบบ Matte ที่เราใช้ ๆ กันค่ะ ลงเพิ่มตรงจุดที่ต้องการเฉดดิ้งน้องก็จะทำหน้าที่เป็นบรอนเซอร์ให้เราไปในตัว สวย ครบ จบ ในตลับเดียว เริ่ดมากก!

KIKO Milano

Velvet Passion Matte Lipstick

#329 Persian Red

ทางฝั่งลิปสติกก็ไม่น้อยหน้า ลิปตัวนี้เป็นลิปเนื้อแมทท์ สีที่เลือกมาเป็นสีชมพูอมแดง แพ็คเกจสวย ดูหรูหราเหมือนเดิม ฝาใช้ระบบแม่เหล็กค่ะปิดสนิทแน่นไม่เลื่อนหลุด แค่ใส่นำร่องไปก็ดูดติดกับปลอกดังกรึ้บ!

ซึ่งสีนี้ก็คือ…สวยมากกกกก สีกลีบดอกกุหลาบ ความงามแบบยุโรป ฮุ้ยยยยย แม้จะเป็นลิปแมทท์แต่ก็ไม่แห้งตึงดึงปากขนาดนั้น ทาลื่นเกลี่ยง่าย ยังมีความชุ่มชื้นอยู่หน่อย ๆ สีติดทนระดับนึง แต่ยังคงต้องเติมระหว่างวัน หรือหลังจากทานอาหารอยู่ค่ะ

KIKO Milano

Gossamer Emotion Creamy Lipstick

#12 Passion Rouge

น้องคนนี้เป็นลิปติกเนื้อครีมมี่นุ่มค่ะ สีชัดมาก มีสารสกัดจากไฮยาลูรอนิคด้วย ทำให้เนื้อเรียบลื่น แถมแพ็คเกจก็ล้ำทันสมัย ปลอกเป็นเมทัลลิค และมีปุ่มกดที่ฝาด้านบนค่ะ

เวลาจะใช้ก็แค่กดตรงหัวด้านบนลงมา แท่งลิปสติกด้านในก็จะออกมาค่ะ

ปากเงาฉ่ำมาก ชอบ!

KIKO Milano

Smart Eyeshadow Palette

#02 Warm Tones

ยัง ยังไม่จบค่ะ มาต่อกันที่ Eyeshadow กัน สีในตลับนี้พูดได้เลยว่าเหมาะกับหลายๆโอกาสมากๆ ส่วนสวยมากเป็นโทนสีอุ่นอย่างสีน้ำตาล ทาได้ในชีวิตประจำวัน หรืออยากจะจัดลุคเต็มก็ได้อยู่ค่ะ

มาสวอชสีให้ดูกัน

แหม่…เห็นอยู่ในตลับก็คิดว่าสีอ่อนจัง แต่ก็ดูเอาค่ะ ฟ้องด้วยภาพ สีแน่นใช้ได้ทีเดียว เนื้อเนียนนุ่ม เกลี่ยง่ายมากเช่นกัน ทีแรกพี่ปิ่นก็คิดว่าสีขาวที่มีน่ะ จะใช้ทำอะไรได้ แต่เอาดี ๆ เขาใช้ป้ายตามโหนกคิ้ว สันจมูก หรือไฮไลท์ตรงใต้ตาหรือหัวตาได้ดีทีเดียวค่ะ

ยาวมาก อ่ะ ต่อไปได้เวลาในการนำทุกสิ่งมาแต่งแต้มบนหน้าให้ทุกคนได้เห็นกันไปเลย!

ด้วยความที่เมคอัพแบรนด์นี้ส่งตรงมาจากมิลานที่เป็นจุดศูนย์กลางแฟชั่นโลก และ color trend ก็ค่อนข้างจัดจ้านและน่าตื่นเต้น แต่ก็มี Classy เบา ๆ พี่ปิ่นเลยเนรมิตเป็น Look นี้ อย่างที่เห็นค่ะ

เอาล่ะ พี่ว่าพี่พอจะไป Fashion Week Front Low กับเขาได้ คิกค้ากกกกก

สินค้าของ KIKO Milano ถือได้ว่ามีเยอะมากค่ะ หลากหลาย ได้ครบทุกความต้องการ แล้วออกรุ่นใหม่เก่ง ! ตามลองเล่นแทบไม่ทันค่ะ ถ้าประเทศเปิดเมื่อไรบอกเลยว่าหากหลงเข้าไปใน Shop นี่ไม่ได้หลุดออกมาง่าย ๆ นะคะ เตือนแล้วนะ ! แต่อย่างว่าราคาของเขาคือถูกมากกกกก หยิบใส่จนล้นตะกร้ายังไม่มีสะเทือนเงินในกระเป๋า ดังนั้น กวาดมาทั้งชั้นเลยค่ะ !

หลังจากที่แต่งหน้าตะลุยงานกันทั้งวันแล้วก็ถึงเวลาต้องลบเครื่องสำอางกันแล้วค่ะ ซึ่งเค้าเองก็มีคลีนซิ่งเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางด้วยเช่นกันค่ะ

KIKO Milano

Pure Clean Micellar Water Normal to Combination

เป็น Micellar ที่ขวดใหญ่บิ๊กเบิ้มมาก เนื้อค่อนข้างนุ่มและลื่นมาก เช็ดเมคอัพออกดีค่ะ เหมาะสำหรับผิวธรรมดาถึงผิวผสม ทำความสะอาดผิวรวดเร็วและสะอาดหมดจด แต่อ่อนโยน โดยไม่ทำลายความชุ่มชื้นบนผิวค่ะ

ความจริงถูกเปิดเผย สามารถเช็ดเมคอัพให้สะอาดได้ในสำลี 1 แผ่นต่อครึ่งหน้า หลุดออกมาทั้งยวงตั้งแต่ขนตาและปากแดงเข้ม ๆ

สำลี 2 แผ่นหน้าหลังก็เช็ดออกเกลี้ยงแล้วค่ะ ทำความสะอาดได้ดีมาก เสียอย่างเดียวจะแสบตานิดหน่อยเวลาที่เช็ดรอบดวงตาค่ะ

เอาจริง ๆ ก็อยากให้ KIKO มาไทยอยู่เหมือนกันนะคะ หวังว่าเสียงเล็ก ๆ จากผู้หญิงตัวใหญ่คนนี้จะไปถึง ฮ่า ๆ 

สำหรับการป้ายยาวันนี้ขอจบลงแต่เพียงเท่านี้

แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้าค่ะ

ทำผมสี Deep blue สู้อากาศร้อน

สวัสดีค่ะทุกคน

เข้าสู่ฤดูร้อนที่สลับกับช่วงมรสุมกันแล้ว บวกกับผมด้านในที่เคยฟอกและย้อมให้เป็นเทา (แต่ไม่เป็นให้) ก็เริ่มเสื่อมโทรม พี่ปิ่นเลยอยากเปลี่ยนสีผมใหม่มาต้านภัยร้อนเสียหน่อย แต่ก็ไม่อยากผมเสียมากไปกว่าเดิม เลยลองหาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำลายเส้นผมค่ะ

L’OREAL PARIS 

COLORISTA WASHOUT 

สี #DENIM HAIR 

แล้วพี่ปิ่นก็ไปได้น้องคนนี้มา เขาเป็นครีมเปลี่ยนสีผมแบบชั่วคราว มาในรูปแบบคอนดิชันนิงคัลเลอร์ครีม เหมาะกับคนที่ฟอกผมมาแล้วเพราะสีจะออกชัดมากกว่า กับผมสีเข้มจะมองไม่เห็นสีเลย พี่ปิ่นเลือกเอาสี denim มา เขาจะออกแนวสีน้ำเงินหม่นๆ เพราะพี่ปิ่นน่ะชอบสีน้ำเงิน deep deep แบบนี้อยู่แล้วด้วย เข้ากับสีห้องนอน และได้ฟีลเหมือนตัวเองเป็นปลาวาฬดีค่ะ ฮ่าๆ  สีน้ำเงินนี้ไอเลิฟ!!!!

ในกล่องก็จะมีหลอดสี และถุงมือมาให้ตามนี้เลยค่ะ

ชาร์ตเทียบสี ว่าถ้าพื้นสีผมสว่างสีที่ได้จะออกมาประมาไหน พร้อมกับวิธีใช้ที่แสนง่าย

สีเขาอยู่ได้ประมาณ 10-20 ครั้งสระ ก็โอเคนะ ดีเลยทีเดียว เพราะดิฉันสระผม 3-4 วันต่อครั้งจ้ะ😂

ว่าแล้วก็ลงมือ!

ขอสารรูปเลยว่าพี่ปิ่นไม่ค่อยได้ทำสีผมเองเพราะขี้เกียจ ส่วนใหญ่ก็เข้าร้าน แต่การเข้าร้านแต่ละทีก็นานมาก ค่าใช้จ่ายก็สูง และไม่มีอย่างอื่นให้ทำนอกจากนั่งเล่นมือถือจนเมื่อยตุ้ม วัยรุ่นอย่างเราขี้เกียจรอ! ครั้งนี้เลยจะลองเสี่ยงตายทำเองดูค่ะ

โดยเริ่มจากสระผมแล้วเป่าให้แห้ง เพื่อที่สีจะได้ติดชัดติดทน

จากนั้นแบ่งผมรอเลย โดยบริเวณที่จะย้อมในครั้งนี้คือครึ่งล่างที่ฟอกไว้เมื่อนานนม ยมพอๆ กับคนเลยค่ะ

เนื่องจากพี่ปิ่นไม่มีผ้าคลุมบ่าเหมือนในร้าน สิ่งที่ทำได้คือเอาถุงขยะสีดำที่ยังไม่ได้ใช้มาตัดผ่ากลางแล้วคลุมบ่าแทนค่ะ หนีบด้วยกิ๊พหนีบผม ไทยบ้านกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว😂

ใส่ถุงมือเตรียมสู้ศึก! 

ถึงตรงนี้บอกเลยว่าต้องใส่! ย้ำ! ต้องใส่ค่ะ เดี๋ยวจะบอกว่าทำไม

บีบสีใส่ชามผสม ซึ่งชามผสมพร้อมแปรงราคาแค่ 30 บาท ใครย้อมผมเองควรซื้อติดบ้านไว้ค่ะ

แล้วก็ค่อยๆ ใช้แปรงลงสีไปทีละช่อ ทำเองก็จะมีความตาเหล่หน่อย ยิ่งทำข้างหลังนี่ก็คืออยากควักลูกตาไปวางไว้ข้างหลังมาก ทำเองประหยัดแต่ปวดตาจริงๆ ค่ะ😂

เหตุผลที่ต้องใส่ถุงมือก็คือสีไปติดตามผิวง่ายมาก และล้างออกยากที่เดียวค่ะ อย่างในรูปพี่ปิ่นก็ลืมทาวาสลีนตามกรอบหน้าและหู สิ่งที่ได้ก็คือตามรูปเลยค่ะ เลอะเทอะไปหมด!

เสร็จแล้วก็หมักทิ้งไว้ 20-30 นาทีค่ะ

จะบอกว่าระหว่างที่หมักไม่ได้กลิ่นฉุนเลย! หมักเพลินจนลืมเวลาไปเลยเหอะ นั่งกินข้าวดูซีรีย์ยาวเพราะไม่ได้กลิ่นเลยจ้ะพี่จ๋า พี่ปิ่นดูซีรีย์จนจบไป 1 ตอนถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเลยเวลาล้างผมไปนานมากแล้ว😂

และนี่คือสีที่ได้หลังสระค่ะ ซึ่งสระแต่ละทีสีก็จะหลุดออกมาเรื่อยๆ สระเสร็จก็หมักผมเคราติน ฉีดสเปรย์บำรุงและกันความร้อน ผมไม่แห้งกรอบเลยค่ะ เลิศ!

อื้มหื้มมมมมม สีสวยถูกใจพี่ปิ่นมาก ดูสิเข้ากับผนังห้องนอน โอเค! เหมือนปลาวาฬทั้งสีทั้งหุ่นแล้ว ไปว่ายน้ำเล่นคลายร้อนได้!

หมดงบไปประมาณ 400 บาทเท่านั้น ดูแล้วเย็นตาเย็นใจสู้ภัยแล้งในหน้าร้อนนี้ได้ค่ะ

สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน 

แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้าจ้า

ผิวสวยใสและใจบุญไปกับ Cancer Council

สวัสดีค่ะทุกคน

ตอนนี้ที่ไทยก็เข้าสู่ฤดูร้อนกันแล้ว เป็นที่รู้กันดีว่าแดดประเทศไทยแรงชนิดเจาะหลังคาบ้านผ่าหมากมาแผดเผาผิวของเราให้เสียได้ไม่ยาก วันนี้พี่ปิ่นเลยอยากมาแนะนำอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปกป้องผิวเราจากแสงแดดแถมยังได้บุญอีกด้วยค่ะ

หลายคนอาจจะพอคุ้นตากันอยู่บ้างกับผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนี้เพราะเขาก็เข้าไทยมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ครีมกันแดดแบรนด์Cancer Council Australia มีการพัฒนาสูตรใหม่อยู่เรื่อย ๆ เพื่อให้เหมาะกับทุกสภาพผิว และสามารถใช้ได้ทั้งผิวกายและผิวหน้า โดยแบรนด์นี้เขาเน้นเป็นสูตรปราศจากน้ำมัน (Oil free) อ่อนโยน ผ่านการทดสอบจากจากแพทย์ผิวหนังสถาบันวิจัยโรคมะเร็ง ประเทศออสเตรเลียว่าเป็นกันแดดที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและลดการระคายเคือง ก็ทำให้เรามั่นใจได้อีกขั้น

ที่สำคัญ รายได้ส่วนหนึ่งจากการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ Cancer Council จะช่วยสมทบทุนสถาบันวิจัยโรคมะเร็งและ สนับสนุนการช่วยเหลือต่างๆสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งอีกด้วยค่ะ สวยสายบุญไปอีก

ต่อไปนี้พี่ปิ่นขอพูดถึงผลิตภัณฑ์สองตัวที่ขายดีในไทยก่อนนะคะ มาดูทีละตัวกันเลย

Cancer Council

Active Sunscreen SPF50+ UVA, UVB Broad Spectrum Protection

น้องหลอดชมพูคนนี้ปิ่นขอบอกเลยว่าเหมาะกับคนที่ไม่ชอบความเหนอะหนะ เพราะเขาเป็นสูตรปราศจากน้ำมัน และไม่มี Paraben สามารถกันแดดได้ดีในระดับหนึ่ง หากเอาส่วนผสมมาแจกแจงกันแล้วล่ะก็จะมีสารกันแดดประเภทต่าง ๆ หนึ่งในนั้นจะมีแบบสลายได้ง่ายเมื่อเจอแดดในอัตราส่วนที่เยอะที่สุดและเป็นตัวที่ดูดซับ UVA ได้สูงถึง 360 nm จึงไม่แปลกที่เขาจะสลายตัวไวในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ใส่สารกันแดดตัวอื่นมาช่วยเสริมดูดซับรังสี UVA และ UVB เพิ่ม ทำให้กันแดดตัวนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่ว่าจะเป็นกันแดดตัวไหนก็ต้องทาซ้ำทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง  Active Sunscreen ตัวนี้ก็เช่นกัน ทาง Cancer Council คิดมาให้แล้วจึงทำเป็นสูตร Oil free เพื่อจะได้ไม่เหนียวตัวเวลาทาครีมกันแดดย้ำหลายรอบใน 1 วันค่ะ อีกทั้งยังผสมอโลเวร่าและวิตามิน E เพื่อช่วยบำรุงให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวและปลอบประโลมผิวเมื่อถูกแดดแรง ๆ ที่บ้านเราเบิร์นค่ะ นอกจากนี้ยังกันน้ำได้ดี ไม่มีน้ำหอมอีกด้วยค่ะ

เนื้อครีมเป็นสีขาวบางเบา ออกไปทางเหลว ไม่เหนียวเหนอะหนะจริง ๆ อันนี้ชอบ

ว่าแล้วก็บีบใส่แขนเลยค่ะ ใช้เยอะขนาดนี้เลยค่ะ เพราะพี่ปิ่นทำงานกับบริษัทญี่ปุ่นที่มีการออกกำลังกายในทุก ๆ เช้า แล้วไม่ออกที่โต๊ะทำงานในออฟฟิศนะคะ นู้น เข้าแถวหน้าเสาธงเหมือนสมัยนักเรียนมัธยมผูกคอซองเลยค่ะ กลางแดดจ้า เพราะเขาบอกว่ามันจะทำให้สดชื่น ร่างกายแข็งแรง แต่ ๆ นั่นมันแดดประเทศญี่ปุ่นตอนหนาวไง แต่นี่ประเทศไทยมีอยู่ 2 ฤดู คือร้อน กับร้อนมาก ! เลยต้องโบกหนา ๆ แบบนี้ไปทุกเช้าค่ะ

เมื่อเกลี่ย ๆ นวด ๆ อยู่ 2-3 ที ครีมกันแดดที่บีบออกมาประหนึ่งนมข้นหวานใส่ชาไทยรถเข็นก็ซึมว้าบหายเข้าผิวไปแล้ว! OMG! อันนี้อเมซิ่งจริง ๆ นะคะ แล้วดูผิวที่ได้ ไม่มีความมันอะไรหลงเหลืออยู่บนผิวเลย มีแต่ความชุ่มชื้นหล่อเลี้ยงผิวไว้ด้วยอโลเวร่าและวิตามิน E

ครีมกันแดดตัวนี้เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องออกแดดอย่างพี่ปิ่น รวมถึงผู้ที่ชอบเล่นกีฬา ทำสวน หรือที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งแล้วมีเหงื่อออก ขอแนะนำเลยค่ะ เพราะไม่เหนียวผิวจริง ๆ ไม่ละลายออกมาด้วย พกไปเลยค่ะ น้องพร้อมไปกับเราทุกที่ ทาซ้ำทุก ๆ 2-3 ชั่วโมงจะช่วยปกป้องผิวเราจากแสงแดดได้ดีทีเดียวค่ะ

มาดูกันที่ตัวถัดไปค่ะ

Cancer Council

Face Daywear Moisturiser Matte SPF50+

สี Light tint

น้องคนนี้เป็นครีมกันแดดทาผิวหน้าแบบมีสีค่ะ ให้นึกถึงสีของรองพื้นเอาไว้แต่เขาไม่ได้ทำมาเพื่อปกปิดผิวเช่นรองพื้นแต่อย่างใดค่ะ น้องเป็นสูตร Matte ค่ะ แต่อย่างที่เขาเขียนเคลมไว้ว่าเนื้อบางเบาขั้นสุด และให้ความชุ่มชื้น ในเรื่องของส่วนประกอบต่าง ๆ จะคล้ายกับครีมกันแดดทาตัวเมื่อครู่ค่ะ แต่จะมีการตัดบางตัวออกเพื่อให้เหมาะกับคนผิวบอบบางแพ้ง่าย  นอกจากนี้ยังมีอโลเวร่าและวิตามิน E ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ไม่มีพาราเบน และน้ำหอม เน้นย้ำกันสักนิดว่าสูตรนี้ไม่ได้กันน้ำค่ะ

เนื้อครีมจะเป็นสีเบสอ่อน ๆ ค่อนข้างบางเบามาก ด้วยส่วนผสมหลักทางเคมีบางตัวมีลักษณะเป็นแป้งที่ละลายน้ำได้ไม่มีกลิ่นไม่มีสี และทำงานได้ดีในสูตรที่ไม่มีน้ำหอม จึงทำให้เนื้อของผลิตภัณฑ์คล้ายน้ำผสมแป้งค่ะ

นี่เลยค่ะ บีบออกมากันแบบสะใจไปเลย หลายคนรวมถึงพี่ปิ่นเองด้วยเหมือนกันจะกลัวการทาครีมกันแดดที่ออกสีแนว ๆ รองพื้นเยอะ ๆ  แบบนี้เพราะกลัววอก กลัวลอย และดูหนาเหมือนจงใจแต่งหน้า

แต่พอเกลี่ยเสร็จกลับพบว่าเขาไม่ได้ออกสีอย่างที่กลัวเลยค่ะ ดูกลมกลืนไปกับสีผิวเดิมไปเลยด้วยซ้ำ ช่วยปรับผิวให้สว่างขึ้นเล็กน้อย ไม่วอก ไม่ลอย ที่สำคัญเนื้อครีมบางเบา ไม่เหนียวหน้าเลยค่ะ

หลังลงที่ผิวหน้าดูผิวเรียบเนียนขึ้น แต่ไม่ได้ Matte ป้าบขนาดนั้น คือยังมีความชุ่มชื้นที่ผิวอยู่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผิวมันย่องแต่อย่างใดค่ะ ชอบสัมผัสนี้มาก อันนี้ดี! แล้วหลังจากนั้นก็ไปแต่งหน้าได้ตามปกติค่ะ อีกอย่างที่สำคัญคือเขาไม่ได้รบกวนเมคอัพ ก็สามารถแต่งหน้าได้เหมือนเดิมค่ะ

ความร้อนของแดดเมืองไทย สู้ความ Hot ของฉันไม่ได้หรอกจ้ะ!

ทุกไอเทมของ Cancer Council ใช้งานง่ายค่ะ เพียงแค่ทาบริเวณใบหน้าและลำคอทิ้งไว้อย่างน้อย 15-20 นาที ก่อนออกแดด และสามารถทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง ภายหลังการออกแดด หรือการทำกิจกรรมกลางแจ้ง สามารถเผชิญแสงแดดได้ตลอดทั้งวัน ไม่ต้องกลัวเรื่องผิวมองคล้ำและสีผิวที่ไม่สม่ำเสมออีกต่อไปจ้า

สามารถหาซื้อได้ตามร้านชั้นนำทั่วไป: Eveandboy, Watsons, Boots, Pure & The Mall, Shoppee, Lazada

แล้วยิ่งกำลังจะมีโปรซื้อ 1 แถม 1 ด้วย เกียมตัวเลยค่ะพี่น้อง

Pure & The Mall โปรโมชันซื้อ 1 แถม 1 วันที่ 25/03/21 – 14/04/21

Boots                  โปรโมชันซื้อ 1 แถม 1 วันที่ 01/04/21 – 30/04/21

ขอประชาสัมพันธ์กันนิดนึงนะคะ

Cancer Council ได้เข้าร่วมกิจกรรม ELLE Beauty Star Award 2021 เพื่อนๆ สามารถเข้าไปโหวตให้กับครีมกันแดดแบรนด์ Cancer Council Australia ได้ที่หน้าเพจ FB ของ ELLE Thailand นะคะ ที่นั่นเขาจะมีลิงค์ให้กดโหวต ใครใช้แล้วชอบไปโหวตกันจ้าเพื่อลุ้นรางวัลจาก ELLE มูลค่า 2000 บาทจ้า

#CancerCouncilTH

สำหรับวันนี้พี่ปิ่นขอลาไปก่อน

แล้วเจอกันใหม่ครั้งหน้าค่ะ

บาย

เมื่อยานแม่ลำน้อยประทับลงเปลือกตา Pat Mcgrath Labs Mothership Mega : Celestial Divinity Eyeshadow Palette

สวัสดีค่า

ช่วงนี้กำลังอินกับเครื่องสำอางมากค่ะ แต่ขอย้ายจากงานปากมางานตากันบ้าง ต้องขอบอกเลยว่าพาเลทอายชาโดพาเลทนี้พี่ปิ่นซื้อมาตั้งกะปีที่แล้วแต่เก็บเงียบเอาไว้เพราะไม่กล้าปาดค่ะ เสียดาย ใช้เวลาทำใจอยู่นาน ฮ่า ๆ บ้าบอจริง ๆ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง ได้เวลาพาทุกคนไปรู้จักยานแม่ลำย่อมจาก PAT MCGRATH LABS กันค่ะ

PAT MCGRATH LABS

MOTHERSHIP MEGA : CELESTIAL DIVINITY

Eyeshadow Palette Limited Edition

ต้องขอเรียกว่าเป็นยานแม่แบบจำลอง เพราะโดยปกติแล้วยานแม่ลำใหญ่จะเป็นกล่องไม้หนักแน่น มี 10 หลุม สีก็จะแตกต่างออกไปตามรุ่นที่ออก ราคาค่อนข้างแรง ปาไปครึ่งหมื่น แต่พาเลทนี้เหมือนเป็นการย่อส่วนและจับยัดสีฮิตมาให้ถึง 18 สีในขนาดหลุมที่เล็กลงเพียงเล็กน้อย

ในส่วนของ packaging เป็นกระดาษอัดแข็งที่ค่อนข้างแข็งแรงและเปิดปิดด้วยแม่เหล็กอาจเพราะต้องการลดต้นทุนเพื่อให้ราคาถูกลงกว่ายานแม่ลำใหญ่ ซึ่งตรงนี้พี่ปิ่นไม่ได้ติดใจอะไรเพราะเขาทำสีสันกล่อง ชมพู-ทอง ในคอนเซปคลีโอพัตราราชาอียิปต์ออกมาอย่างชัดเจน

ภายในมีกระจกขนาดใหญ่ที่ใช้งานได้จริง และมีสีอายชาโดถึง 18 เฉดสี ขนาดพอ ๆ กับเหรียญ 10 ได้ซึ่งไม่เล็กไปเสียทีเดียว

มา Swatch สีกันดีกว่า ตื่นเต้น ๆ 

จะเห็นได้ว่าใน 18 สี มีสีแมทแค่ 3 สีเท่านั้น ที่เหลือเป็นชิมเมอร์ กลิตเตอร์ทั้งหมด ความวิ้ง ความวาวดาวลูกไก่เรียกได้ว่าจัดมาเต็ม ไม่ได้เป็นเกล็ดใหญ่แบบสายเกา แต่มีความละเอียดจัดชัดจริง เนื้อเนียนนุ่มเกลี่ยง่าย ในเรื่องของ fall out หรือการตกหล่นของผงอายชาโดนั้น หากเป็นชิมเมอร์หรือกลิตเตอร์แบบนี้เรียกได้ว่าเป็นตัวปราบเซียนของหลาย ๆ แบรนด์เลยค่ะ แต่ว่าแม่ pat ก็จัดการได้ดีสมคำร่ำลือ เทคโนโลยีที่ PML ใช้ทำให้อายชาโดแบบกลิตเตอร์มีความนุ่มเนียน fall out ไม่ค่อยมี สามารถใช้นิ้วป้ายแล้วสีชัดได้ในปาดเดียว หากใช้แปรงแต่งกับบางสีก็มี fall out บ้างค่ะ และในบางสีที่มักทำให้หลาย ๆ แบรนด์ตกม้าตายอย่างสีม่วง-ดำ PML ก็เหมือนกับแบรนด์อื่น ๆ ที่ยังทำได้ไม่ดีก็มี fall out หล่นเปรอะตามใต้ตา จนมีคำครหามาว่าพาเลทนี้ถูกลดคุณภาพให้น้อยลงไปตามราคาค่ะ

สีส่วนใหญ่ในพาเลทนี้บ่งชัดว่าเหมาะกับสายแฟ สายเฉี่ยว เพราะนอกจากจะเป็นชิมเมอร์เสียเป็นส่วนใหญ่แล้ว สีสันที่แม่จับยัดมาก็เป็นสีออก ชมพู-ม่วง เสียมาก ก็พอจะใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป สายหวานก็พอได้อยู่ แต่อาจจะมีหลายสีที่ไม่ได้ใช้ค่ะ

ในบางสีมีความเหลือบเล่นแสง เรียกได้ว่าทา 1 สีแต่ได้มากกว่า 1 เพราะจะอมม่วง อมเขียว แว้บไปแว้บมา เรียกได้ว่า Eyeshadow ของ PML มีชื่อเสียงมากโดยเฉพาะสีชิมเมอร์พวกนี้ เพราะเมื่อแต่งตาให้นางแบบขึ้น Run way เมื่อไร สีเหล่านี้จะสะท้อนกับแสงสปอตไลท์ เหลือบเล่นแสงแพรวพราวจนเป็นที่ขนานนามกันในวงการแฟชั่นไปทั่วโลก

ต่อไปพี่ปิ่นจะลองแต่งตาดูค่ะ โดยจะใช้สีส่วนใหญ่ที่มีซึ่งก็คือสีม่วงค่ะ

“ตาม่วงจ้วงทรัพย์”

ขอแต่งแบบสายมู “ม่วงจ้วงทรัพย์” รวย ๆ เฮง ๆ ไปตลอดปี ฮ่า ๆ 

หลังจากที่ได้ลองเล่นดูพบว่า เนื้ออายชาโดนุ่ม เกลี่ยง่าย แม้จะใช้แปรงกับสีชิมเมอร์ กลิตเตอร์ทั้งหลายก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้เทคนิกพิเศษอะไรเลยค่ะ ไม่ต้องพ่นน้ำที่แปรงก่อนจุ่มสีใด ๆ ทั้งสิ้น แค่ใช้แปรงวน ๆ สีก็ติดแปรงมาแล้วค่ะ ไม่ต้องใช้ความพยายามใด ๆ อะไรทั้งนั้น 

บนเปลือกตาของพี่ปิ่นมีเพียงรองพื้นอยู่บางเบา แต่ผลก็อย่างที่เห็น ความชัดเจนนี้ต้องยกให้ยานแม่ สีติดแน่น เม็ดสีชัดโดยที่ไม่ได้ใช้อายไพร์เมอร์ ถึงจะติดทนแต่ก็สามารถเบลนด้วยแปรงเพื่อความกลมกลืนของสีได้ แม้ว่าจะใช้สีอ่อนทาลงบนสีเข้ม สีอ่อนที่ว่าก็ออกสีได้ชัดไม่ได้ถูกสีเข้มกลบแต่อย่างใด อันนี้ดี!

ไว้จะลองถอยยานแม่ลำใหญ่มาเปรียบเทียบกันว่าเป็นจริงอย่างที่เขาครหากันไว้ไหม

แต่สำหรับพี่ปิ่น ถือว่าคุ้มค่ะ พาเลทนี้ถูกจริตมากจ้า ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วเกิดเป็นดาวลูกไก่หรือไรถึงได้ชอบความแวววาวดาวลูกไก่นี้ และสำหรับคนไหนที่เพิ่งจะถูกยานแม่ของ PML ดูดเข้ามา พาเลทนี้ก็เหมาะมากสำหรับคนที่อยากลอง เพราะสีเยอะ คุ้มค่า และมีแต่สียอดฮิตที่โด่งดังในโลกฝั่งตะวันตกค่ะ

สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน

แล้วเจอกันใหม่ครั้งหน้าค่า

บาย

ปกป้องผมจากความร้อน Hairitz Kera Guard Serum

สวัสดีค่ะทุกคน 

ใครฟอกผม กัดสี ผมทำสีมารวมตัวกันทางนี้ เพราะเราคือพวกกัน! อย่างพี่ปิ่นนี่เท่าที่เห็นกันมาก็ทำสีชนิดที่ฟอกผมด้วย ทำเคมีอื่น ๆ อย่างเช่นยืดผมด้วย และโดนความร้อนจากไดร์เอ่ย ที่หนีบผมเอ่ย หรือแม้แต่บางวันที่อยากได้ลุคหวาน ๆ ก็ม้วนด้วย สภาพผมก็เริ่มเสื่อมโทรมลง แห้งจนพันกัน แตกปลายตามเวลาจึงหาของบำรุงผมไปเรื่อย ซึ่งในวันนี้พี่ปิ่นมีอีก 1 ไอเทมมาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกันค่ะ เขาขึ้นชื่อว่าเป็นเซรั่มบำรุงผมที่ช่วยปกป้องผมจากความร้อนและแสงแดด นอกจากนี้ยังช่วยฟื้นฟูสภาพเส้นผมที่แห้งเสียและชี้ฟูให้ดีขึ้นได้อีกด้วยค่ะ

Hairitz 

Kera Guard Serum

อย่างที่พี่ปิ่นได้บอกไปข้างต้นว่า Hairitz Kera Guard Serum ตัวนี้เขาเป็นเซรั่มที่จะช่วยปกป้องผมจากความร้อนของไดร์เป่าผม ที่หนีบผมและแสงแดดรวมทั้งสารเคมีในการจัดแต่งทรงผม ย้อมสีผม พร้อมทั้งยังช่วยฟื้นฟูผมที่แห้งเสีย ลดการหลุดร่วงชี้ฟู ขาด แตกปลายด้วยสารสกัดธรรมชาติ โดยมีตัวชูโรงส่วนผสมหลักอย่าง Kera Guard อันนี้ชื่อแปลกไม่เคยได้ยิน แต่อันที่จริงแล้วเขาคือ “สารสกัดจากต้นอ่อนทานตะวันและเมล็ดทานตะวัน” นั่นเอง ตัวนี้จะช่วยปกป้องเกล็ดผมจากความร้อนได้สูงถึง 200 องศา รวมถึงเคมีจากการทำผมต่าง ๆ ด้วยค่ะ

นอกจากนี้ยังมีสารสกัดสเต็มเซลล์จากแอปเปิ้ลสวิสเซอร์แลนด์ ทำให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ที่รากผมได้ดี ,สารสกัดจากรังไหม เพื่อเพิ่มโปรตีนเข้าสู่เกล็ดผมโดยตรง ,สารสกัดจาก jojoba oil ช่วยสร้างรากผมให้แข็งแรง ทำให้เส้นผมไม่หลุดร่วงง่าย และ Oxynex ซึ่งเป็นสารประกอบที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ

ที่สำคัญคือไม่มี 

SLS และ Paraben

ทำมาจากสารสกัดจากธรรมชาติ 100% ค่ะ

บรรจุภัณฑ์เป็นแบบหัวปั๊ม กดออกมาเนื้อของเขาจะมีลักษณะเป็นครีมสีขาวอย่างที่เห็นค่ะ แม้จะเป็นครีมแต่เมื่อลงบนเส้นผมหลังสระ หรือก่อนไดร์และหนีบเขาก็ไม่ได้ทำให้ผมเหนียวขึ้นแต่อย่างใด เนื้อครีมซึมลงสู่เส้นผมได้ดี ไม่เหนอะหนะ ไม่ทำให้ผมติดกันเป็นก้อนด้วยค่ะ

มาดูสภาพผมของพี่ปิ่นกัน พี่ปิ่นฟอกสีผม 2 ครั้งครึ่งในตามกระแส แหม สายแฟ (ชั่น) ต้องมานิ ก็อยากวัยรุ่นลดวัยเลยทำค่ะ ก่อนหน้านี้ก็มีไปยืดมา เลยทำให้สภาพเส้นผมตรงบริเวณที่ฟอกสีค่อนข้างแห้งและฟูค่ะ ที่เหลือก็มีหงอกแซมมาบ้างตามวัยค่ะ

แหม่…ก่อนใช้ตัวช่วยสภาพเยินทั้งหน้าทั้งผม แต่อย่าเพิ่งล้อกัน มาดูหลังจากที่ได้เซรั่มตัวนี้มาช่วยกู้สถานการณ์กันก่อนค่ะ

พี่ปิ่นขออนุญาตไปอาบน้ำสระผมแปป เสร็จออกมาก็ต้องใช้ไดร์เป่าให้ผมแห้งค่ะ ไม่งั้นจะเกิดความชื้นแล้วทำให้เป็นรังแคได้ นี่คือเวรกรรมของคนผมหนาค่ะ เป่าเท่าไรก็ไม่แห้งซะที ยิ่งใช้เวลานานก็ยิ่งทำให้ผมโดนความร้อนมากกว่าชาวบ้านชาวช่องเขา หลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ค่ะ

หลังจากที่สระผมมาแล้ว จะเห็นได้ว่าโดยพื้นฐานแล้วพี่ปิ่นเป็นสาวผมหยิกหยักศกค่ะ ถึงต้องไปยืดอยู่เนื่อง ๆ เพื่อความสวยงามของเรา แต่ตอนนี้โคนผมเริ่มยาวแล้วก็จะเห็นความจริงหลังสระ ดังนั้นทุกครั้งที่มีการสระผมพี่ปิ่นจึงต้องใช้ไดร์เป่าให้แห้ง แล้วตามด้วยการหนีบผมค่ะ เห็นได้ชัดเลยว่าใช้ความร้อนทั้งนั้น แล้วผมจะเหลือซากอะไรล่ะคะ ก็ต้องสวมเกราะป้องกันความร้อนให้เส้นผมเสียหน่อย บีบใส่ฝ่ามือแล้วชโลม นวด ๆ เน้น ๆ ตรงบริเวณปลายผมเลยค่ะ

นวด ๆ เน้น ๆ เสร็จแล้วเป่าเลยค่ะ พี่ปิ่นใช้ไดร์ขนาดใหญ่ 1xxx วัตอัพ  แล้วต้องเป็นความร้อนที่ร้อนสุด ไม่อย่างนั้นกว่าผมจะแห้ง สระกลางคืนเป่ายันเช้ายังไม่แห้งเลยค่ะ บอกแล้วว่าเป็นกรรมของคนผมหนา เชื้อรากินหัวแน่ค่ะถ้าไดร์ไม่แรงจริง ดังนั้นแค่ความร้อนจากการเป่าผมก็สูงมากกว่า 100 องศาแล้วค่ะ โอ้ย แล้วเส้นผมพี่จะเหลืออะไร แต่วันนี้ไม่ห่วงค่ะ มี Hairitz มาเป็นเกราะป้องกันความร้อน ฉะนั้นเมื่อเป่าผมแห้งแล้วลุยต่อเลยค่ะ!

มาที่หนีบผมกันต่อ พี่ปิ่นใช้ความร้อน 180 องศาในการหนีบผมให้ตรงเรียบทุกครั้ง ไล่หนีบไปทีละชั้นจนกระทั่งทั่วทั้งหัวค่ะ 

ยัง ยังไม่จบ ฮ่า ๆ ในบางวันที่ต้องการให้ผมมีวอลลุมพี่ปิ่นก็จะม้วนด้วย โอ้โฮ้ ผมฉันร้องไห้แล้ว ฮ่า ๆ แต่เพื่อความสวย ก็จัดไปค่ะ

ความร้อนที่พี่ปิ่นใช้ทุกครั้งก็อยู่ที่ประมาณ 180 – 200 องศาค่ะ ม้วนกันให้ม่วนเลยค่ะ และตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนจะใช้ความร้อนพี่ปิ่นก็จะลง Hairitz ก่อนเสมอค่ะ

ความรู้สึกหลังใช้

หลังจากที่พี่ปิ่นได้ทดลองใช้ Hairitz Kera Guard Serum มาเป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พี่ปิ่นต้องใช้ความร้อนไม่ต่างจากสัปดาห์อื่น ๆ ก่อนหน้านี้เรามีความกังวลกับเส้นผมที่ค่อย ๆ เสื่อมสลายและแห้งฟูขึ้นเรื่อย ๆ แต่พอได้ลองใช้ Hairitz มาเป็นตัวเสริมช่วยสร้างเกราะป้องกันให้กับเส้นผม และปกป้องผมจากความร้อนพบว่าเขาช่วยให้เส้นผมไม่เสียและแห้งไปกว่าเดิม จัดทรงได้ง่ายขึ้น และรู้สึกได้ว่าผมไม่ถูกทำร้ายมากไปกว่าเดิมเพราะความรักสนุกอยากสวยของเรา สังเกตได้ที่ปลายผมในรูปค่ะ เป็นลอนเรียบสวย ไม่ชี้ฟู ไม่เบ่งบานกระจัดกระจายเหมือนแต่ก่อนเลยค่ะ เพียงแต่การที่เขาเป็นเนื้อครีม ทำให้ต้องใช้ในปริมาณที่เยอะขึ้น เพราะในความรู้สึกของเราคือเหมือนชโลมเขาไม่ทั่วถึง ก็กดออกมาเรื่อย ๆ ซึ่งในความจริงระดับความหนาของผมของคนทั่วไป 2-3 บีบก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ผมของพี่ปิ่นหนากว่าชาวบ้านเขาประมาณ 3 เท่า ทั้งยังมีความแห้งเสียระดับสูง เลยต้องใช้เยอะกว่าคนธรรมดาทั่วไปก็เลยรู้สึกเปลืองค่ะ ฮ่า ๆ ที่สำคัญคือชอบความที่ไม่ทำให้ผมมัน คือลงเขาไปบนเส้นผมแล้วซึมเลย ไม่เหนียว ไม่เหนอะ ไม่ทำให้ผมเป็นก้อน แต่กลับทำให้ผมเบา พลิ้ว สบาย จัดทรงง่ายขึ้นด้วยค่ะ

ถือว่า Hairitz Kera Guard Serum เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ด้านเส้นผมที่น่าจับตามองมาก 

ใครสนใจอยากลอง สามารถหาซื้อกันได้ที่ช่องทางออนไลน์เลยนะคะ เค้ามีทั้ง Facebook และ Instagram เลยค่ะ

สำหรับวันนี้พี่ปิ่นขอตัวลาไปก่อน

แล้วเจอกันใหม่ครั้งหน้าค่ะ

บาย

ขนตาสูงเสียดฟ้า ปัดด้วย MAYBELLINE Sky High

สวัสดีค่ะทุกคน ต้องยอมรับว่าดวงตาคือหน้าต่างของดวงใจ กา […]

ขนตาสูงเสียดฟ้า ปัดด้วย MAYBELLINE Sky High

ขนตาสูงเสียดฟ้า ปัดด้วย MAYBELLINE Sky High

สวัสดีค่ะทุกคน

ต้องยอมรับว่าดวงตาคือหน้าต่างของดวงใจ การจะมีดวงตาอันตราตรึงหวานซึ้งได้ส่วนสำคัญที่สุดก็เห็นจะเป็นขนตา ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าแต่งหน้าจัดเต็มปิ่นจะติดขนตาปลอมและในบางทีขอสารภาพกงๆ ตรงนี้เลยว่า “ขี้เกียจ” ค่ะ 555 และไม่ใช่ทุกคนที่จะติดได้แม่นทุกครั้ง ถือว่างานติดขนตาปลอมเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนแม่นยำจริงๆ 555 ดังนั้นการปัดมาสคาร่าจึงเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด และก็มีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ เพื่อช่วยให้ขนตาของเราดูยาวงอนและฟู ได้เหมือนขนตาปลอม 

และในวันนี้ปิ่นได้มาสคาร่าที่กำลังโด่งดังในโลกโซเชียลมาไว้ในครอบครอง และจะมาลองให้ทุกคนดูกันค่ะ

MAYBELLINE 

Lash Sensational 

Sky High Waterproof Mascara

Maybelline ถือได้ว่าขึ้นชื่อเรื่องงานขนตามาก ตามที่ทุกคนได้รู้กัน ตั้งแต่ตำนานอย่าง Volum’ Express The Hypercurl แล้วก็ยังไม่มีสูตรไหนปังเท่าและขายยาวๆ เท่ารุ่นนี้อีกแล้ว แต่เมื่อไม่นานมานี้มีกระแสฮือฮาเกี่ยวมาสคาร่ารุ่นใหม่ที่เพิ่งออกอย่าง MAYBELLINE Lash Sensational Sky High Waterproof Mascara มากว่าปัดแล้วขนตาค่อยๆยาวขึ้นจนได้ชื่อว่า Sky High 

ตัวหัวแปรงจะแตกต่างออกไป เป็นลักษณะของก้านหนามทำจากซิลิโคน มีความอ่อนนุ่มแล้วเกี่ยวขนตาออกมาปัดได้ทุกเส้นจริงๆ

อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบคือตัวน้ำมาสคาร่าไม่มีเส้นใยหรือไฟเบอร์ที่ช่วยทำให้ขนตาหนามาผสม มีเพียงน้ำหมึกมาสคาร่าเหลวๆ ซึ่งก็เพียงพอที่จะใช้แปรงตุ่มหนามสั้น ๆ ในการปัดแล้วค่ะ และปิ่นคิดว่ามันดีกว่าแปรงสปูลี่ที่เมื่อใช้ไปได้สักระยะขนไฟเบอร์จะไปจับตัวรวมกันเป็นก้อนที่ขนแปรงและขอบปากขวดมาสคาร่า จึงทำให้บางครั้งเวลาปัดขนตาจะเป็นก้อนไม่เรียงตัวและระยะเวลาในการใช้งานค่อนข้างสั้นค่ะ

ผลจากการปัด 2 รอบ ต้องหยุดเพียงเท่านั้นเพราะขนตาล่างยาวจนจิ้มกับผิวใต้ตาแล้ว ส่วนขนตาบนต้องดัดขนตาก่อนปัดด้วยถึงจะงอนเด้ง ส่วนของความยาวปิ่นพอใจกับความยาวระดับนี้ค่ะ เมื่อเทียบกับข้างที่ไม่ได้ปัด ก็คือ…ขนตายาวขึ้นมาก!

แต่ในเรื่องของความหนาปิ่นค่อนข้างเฉยๆ เพราะไม่ได้ทำให้ขนตาฟูขึ้นขนาดนั้น หากปัดมากกว่า 3 รอบจะทำให้เส้นขนตาหนาเกินไปจนกลายเป็นขาแมงกวางได้ค่ะ

ส่วนเรื่องกันน้ำ ตรงนี้ปิ่นแค่ทดลองใช้ในชีวิตประจำวันปกติไม่ได้ทดสอบชนิดไปเล่นน้ำตกสาดสงกรานต์ ก็พบว่าน้องไม่ไหลเยิ้ม ไม่แพนด้าค่ะ แต่กลับเช็ดออกง่ายมาก! ไม่ติดทนจนต้องขยี้ตาให้เกิดริ้วรอย อันนี้ดี!

“หลังปัดมาสคาร่าทั้ง 2 ข้าง”

หลังปัดครบทั้ง 2 ข้าง ตาหวานซึ้งขึ้นมาเลย และทำให้ขนตาชัดขึ้นมามากกกกก ปกติถ้าขนตาจะยาวขนาดนี้คือต้องติดขนตาปลอมช่วยค่ะ แต่ถ้าจะให้งอนด้วยก็แน่นอนว่าจะต้องดัดขนตาก่อนปัดเหมือนมาสคาร่าทั่วไปค่ะ ซึ่งพอเวลาผ่านไปขนตาจะค่อย ๆ ตกลงเพราะมันหนัก😂 ถ้าอยากให้ขนตางอนตลอดทั้งวันก็ต้องหาตัวช่วยอย่างเจลหรือมาสคาร่าใสที่ช่วยล็อคขนตาให้งอนปัดก่อนค่ะ

ปิ่นมองว่า MAYBELLINE Sky High Waterproof Mascara เหมาะกับคนที่ต้องการให้ขนตาดูยาวขึ้นมากกว่า หากใครที่ต้องการให้ขนตาฟูน้องคนนี้ไม่ใช่คำตอบค่ะ 

สำหรับปิ่น ปิ่นชอบน้องคนนี้มากค่ะ 

รอของเข้าไทยกันนะคะทุกคน

ส่วนใครรอไม่ได้ก็ลองไปหาซื้อมาใช้ดูนะคะ

สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน

เจอกันใหม่ครั้งหน้า

บายค่ะ