NARS ORGASM ON THE BEACH review พาเลทที่จะทำให้แก้มคุณเร่าร้อน

สวัสดีค่า

มาพบกับพี่ปิ่นอีกแล้ววววว เฮ….

อาจจะเจอกันจนเบื่อ แต่อิฉันไม่เบื่อ!

วันนี้ก็กลับมารีวิว blush palette ที่ทำให้พี่ปิ่นร้องเฮ้ย! ดังมาก 

สำหรับคนที่ชอบความชิมเมอร์ วิ้ง พริ้งพราวแบบไม่แรงแต่ดูแพงหนักมาก! ต้องชอบแน่นอนค่ะ

NARS 

ORGASM ON THE BEACH

 CHEEK PALETTE

2500 THB

เป็นคอลเลคชั่นล่าสุดที่ NARS ได้ปล่อยออกมาเมื่อกลางปีที่ผ่านมานี่เองค่ะ  แค่แพคเกจก็กินขาดแล้วสี golden rose ขึ้นเงาที่สะท้อนกับแสงได้เป็นอย่างดี ตลับก็แข็งแรงคงทนไม่เหมือนกับตลับสีดำออริจินัล แต่เสียอย่างเดียวคือเป็นรอยนิ้วมือง่ายค่ะ เฮ้ออออ

มาดูภายในกัน โฮ้! ขอไปยืนที่หาดบางแสนแล้วตะโกนว่า “สวยมาก!” 

ภายในประกอบไปด้วยบลัชออน 3 สี ไฮไลท์ 2 สี และเฉดดิ้งอีก 1 รวมแล้วมี 6 หลุมใน 1 พาเลทค่ะ

ไฮไลท์

– MANDALAY

– NAPLES

SHADING

– TURTLE BAY

BLUSH

– ZUMA

– ORGASM

– MONTEZUMA

เพราะมีโลโก้ NARS พาดอยู่ในพาเลททำเอาพี่ปิ่นไม่กล้าใช้เลยค่ะ มันสวยเกินปายยยย ทำใจไม่ด้ายยยยยย แต่สุดท้ายหลังจากที่ทำใจอยู่นานก็ลองเอานิ้วถูมาดูสีค่ะ 

โอ้ยยยยยยย น้องสวยมากกกกก สวยทุกสีเลย!

ยิ่งไปกว่านั้นก็ดูเหมือนเม็ดสีจะเข้มมากด้วยเช่นกัน เอาล่ะ ลองมาปาดแบบเต็ม ๆ กันดูดีกว่าค่ะทุกคน

เอาจริงๆ แล้วสี TURTLE BAY ที่พี่ปิ่นคิดว่าเขาคือ shading นั้น พี่ปิ่นว่าเขาก็สามารถเอามาปัดแก้มได้ค่ะ นัวสวยมากด้วย ไม่ได้ทำให้แก้มดูเปื้อนด้วยค่ะ แต่กลับสวยนวลเหมือนเพิ่งนอนเปลือยกายอาบแดดแถวชายหาดเสร็จใหม่ ๆ ด้วยค่ะ  จุ๊กกรู้!

ปัดเบาๆ ก็สวยแล้วค่ะพาเลทนี้ จะปัดแต่ละสีเดี่ยวๆ หรือจะเอามาผสมกันคือได้หมด ทุกสีลงตัวมากๆ เลยค่ะ

อ่ะต่อไปลองปัดแบบผสม ๆ กันดูนะคะ

อย่างฝั่งนี้ก็ลองเอา ORGASM ปัดให้ทั่วแก้มแล้วไฮไลท์ด้วย MANDALAY ชมพูสวยอ่อน ๆ บาง ๆ ดูแพงมากค่ะ

ส่วนลุคนี้ก็เอาสีเข้มสุดอย่าง MONTEZUMA สีแดงมะเขือเทศสุกก่ำปัดเบา ๆ ให้ทั่วพวงแก้มแล้วทับด้วย NAPLES ที่ออกไปทางน้ำตาลทอง เอ้อ! ก็ออกมานัวสวยเพราะความน้ำตาลทองของ NAPLES มาช่วยเบรคความแดงของ MONTEZUMA ได้เป็นอย่างดีทำให้ทั่วทั้งหน้าดูผ่องนวลค่ะ

วันไหนเบื่อ ORGASM ก็ไป ZUMA เลยค่ะ ZUMA เขาจะออกไปทางส้มผสมชิมเมอร์ทองแต่ก็มีติ่งชมพูนิด ๆ ปัดออกมาสวยพอดิบพอดีและพี่ปิ่นว่าสีนี้เหมาะกับอันเดอร์โทนเหลืองเป็นพิเศษเลยค่ะ

วันไหนอยากสายฝอก็เอา TURTLE BAY มาปัด แล้วทับด้วย NAPLES หรือ MANDALAY ก็สวยเฉี่ยวคมแล้วค่ะ

สำหรับการให้คะแนน ขอให้ตามนี้ค่ะ

เรียกได้ว่าประทับใจทุกตรง

สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน

แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้าค่า

บาย

ติดทนยิ่งกว่าติดหนี้แล้วไม่จ่าย ONE/SIZE Beauty Gel Eyeliner

สวัสดีค่า

สำหรับคนที่ชอบแต่งหน้าไม่ว่าจะอ่อนหรือเข้ม หลายๆ คนมักใช้ Eyeliner เพื่อมาเสริมความสวยคมเข้มให้กับดวงตา และหลายๆ คนมักประสบปัญหาที่ eyeliner ละลายจนมาเปรอะใต้ตากลายเป็นหมีแพนด้าค่ะ ฮืออออ อันนี้เศร้าเพราะเราเคยมีประสบการณ์แย่ๆ แบบนี้ในสมัยที่นัดเดทกับสามีใหม่ๆ ค่ะ โอ้วววว พระเจ้าาาาาาา แต่จากนี้ไปชีวิตฉันจะไม่บ้งเพราะ eyeliner อีกต่อไปค่ะ

จึงอยากแนะนำตัวนี้ ให้ทุกคนได้รู้จักแบบจริง จริ้งงงงงง คือต้องรู้จัก และห้ามผลาดโดยเด็ดขาดเลยค่ะทุกคน

ONE/SIZE Beauty 

Point Made 24-Hour Gel Eyeliner Pencil

1.2 g 750 THB

มี 2 สีให้เลือกค่ะ

สีดำ Bodacious Black และสีน้ำตาล Busty Brown ค่ะ

ปิ่นขอพูดถึง ONE/SIZE Beauty สักเล็กน้อยเผื่อว่าใครอาจจะไม่รู้จักมาก่อนค่ะ

ONE/SIZE Beauty เป็นแบรนด์ของบิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดังที่หลายคนอาจเคยเห็นผ่านตากันมาบ้างในช่องยูทูปซึ่งมีนามว่า แพทริค สตารร์ เป็นลูกครึ่งฟิลิปปินส์-อเมริกัน เคยทำงานที่ MAC Cosmetics มาก่อนทำให้เขาได้ทักษะการแต่งหน้าเรียกได้ว่าหลงใหลการแต่งหน้าจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเลยทีเดียวค่ะ

 จากนั้นจึงเริ่มสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจโดยยึดมั่นในคติที่ว่า “ทุกคนสวยในแบบของตัวเอง” และแพทริคได้ตั้งชื่อแบรนด์นี้ขึ้นมาเพราะหากเป็นเสื้อผ้าก็ต้องหา size ที่เหมาะกับตัวเอง แต่เครื่องสำอางไม่เคยมี size เป็น size เดียวที่สามารถทำให้ทุกคนสวยขึ้นได้ นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อแบรนด์ ONE/SIZE ค่ะ

อันนี้ประทับใจเป็นการส่วนตัวจริง ๆ 

เอาล่ะ มาลองให้ทุกคนดูกันดีกว่า

เนื่องจากเป็นเนื้อเจลจึงมีความลื่นในการเขียนในระดับหนึ่ง แล้วเนื้อก็เนียนเรียบไปกับผิว จะสังเกตเห็นได้เลยว่าเส้นใหญ่ที่ปิ่นเขียนในความจริงจะต้องมีการเขียนซ้ำเพื่อให้เขาอ้วน ซึ่งในการเขียนซ้ำและซ้อนกันแบบนั้นไม่มีการจับตัวเป็นก้อนแต่อย่างใดค่ะ แต่เนียนเรียบไปกับผิวปรื้ดๆ

ในส่วนของเส้นบางก็สามารถเขียนได้โดยได้เส้นที่คมคาย ไม่เทอะทะเลยค่ะ

เนื้อที่เพิ่งเขียนเสร็จใหม่ๆ จะยังมีความเปียกลื่น แต่แค่เรานับ 1-5 น้องก็แห้งติดผิวเหมือนสักเข้าเนื้อเลยค่ะ ดังนั้นหากต้องการเกลี่ยหรือเบลนให้ฟุ้งต้องใช้ความว่องไวและความชำนาญพอตัวเลยค่ะ

มาทดสอบประสิทธิภาพในการติดทนกัน!

เริ่มจากการใช้นิ้วถูเลยค่ะ ถูๆ อยู่หลายสิบรอบ ย้ำ! ว่าหลายสิบรอบ แล้วออกแรงถูกแรงๆ ด้วยนะคะ แต่ดูผลที่ได้ น้องไม่สะเทือนเลยค่ะ  อันนี้อะเมซิ่งมาก

ไม่! เรายังไม่เชื่อ! ไปหาน้ำมาฉีดค่ะ น้ำก๊อกที่บ้านนี่แหละ ล้างแบบไหลผ่านน้ำเป็นผักเลยจ้ะ น้องก็ไม่สะเทือน โอเค… แต่ปิ่นก็ยังไม่เชื่อ! ฉีดน้ำลงไปต่อ แล้วเอานิ้วถูๆๆๆๆๆ ถูจนน้ำแห้ง สิบครั้งแล้วดูผล จะเห็นได้ว่าน้องมีสีที่จางลง แต่จางลงแบบให้เราไม่เสียน้ำใจ จุดที่จางลงคือจุดที่เขียนบางที่สุดค่ะ ที่เหลือก็ยังติดทนยิ่งกว่าติดหนี้แล้วไม่ใช้อีกจ้ะ

ทีนี้เราก็มาลองแต่งหน้ากัน โดยใช้ eyeliner ของ ONE/SIZE เขียนทั้ง eyeliner และ inline จากนั้นไปพิสูจน์ประสิทธิภาพน้องกันต่อค่ะ

โฉบเฉี่ยวไฉไล กรีดตาไปถึงขมับ!

สาดน้ำบึ้ม! 

บ้าเอ้ย! เข้ากกตา เข้าจมูกแสบไปหมด ผู้ช่วยไม่นัด ไม่แนะสักคำว่าจะสาด อิฉันก็แก๊กสวยไว้ตลอด โว้ยยยยย 555

สาดน้ำแรงจนขนตงขนตาหลุด แต่มาดู eyeliner ของ ONE/SIZE กัน คือยังคงอยู่! ไม่ละลาย ไม่ไหล ประหนึ่งสักอาคมลงคาถาคงกระพันชาตรีค่ะพี่น้อง โว้ยยยยย ดีเกินไป๊!

กระทั่ง inline แนวขนตาก็ยังอยู่ไม่หลุดไปไหน เฮ้ยยยยยยย หลุดบ้างก็ได้นะลูกกกกกก

ปิ่นทั้งใช้นิ้วปาด ถู เพราะน้ำมันเข้าตา ตาเตอแดงไปหมด แต่ก็ไม่มีการละลาย ไหลย้อยมาเปรอะตรงใต้ตาหรือหน้าแก้มแต่อย่างใด 

โอเค…

ฉันยอมแล้วจ้ะ…

เป็นอันรู้กันว่าเขาติดทนมาก และไม่ละลายในน้ำค่ะ แต่สามารถล้างออกได้ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นออยล์ทั้งหลายค่ะ รวมไปจนถึง Cleansing Balm 

แปะทิ้งไว้ นับ 1-10 แล้วปาดก็ออกมาแล้วค่ะ ไม่ได้ล้างออกยากมากมายนัก

อีกข้อนึงที่ต้องแจ้งให้ทราบ น้องเป็นแบบเหลาค่ะ ดังนั้นต้องมีกบเหลาเครื่องสำอางติดไว้สัก 1 อันก็จะดีค่ะ หรือจะใช้คัตเตอร์มาเหลาก็ได้ แต่กลัวว่ากว่าจะเหลาให้แหลมตามที่ต้องการอาจเสียเนื้อน้องไปเยอะแล้วก็ได้จ้ะ พอดีหมดก่อน ไม่ทันได้ใช้ค่ะ 555

หากให้คะแนนเต็ม 5 

สีชัด                                         5/5

เขียนง่าย                                 5/5

เนื้อเนียนนุ่ม                           5/5

ติดทน                                      5/5

ความสะดวกในการใช้งาน   4/5

ความคุ้มค่า                            5/5

เรียกได้ว่าเป็น Eyeliner คู่บุญของปิ่นไปแล้วตอนนี้ แม้ว่าราคาจะค่อนข้างสูง แต่เมื่อเทียบกับปริมาณและประสิทธิภาพเรื่องการติดทน อันนี้ยอมจริง ๆ ค่ะ ถือว่าคุ้มมากทีเดียวค่ะ

หากใครสนใจก็มีขายที่ sephora นะคะ

สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน

แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้า

บายจ้า

my cheek feel good with DIOR Rouge Blush

สวัสดีค่ะทุกคน

วันนี้บรรยากาศก็จะอบอวลไปด้วยกลีบกุหลาบที่เบ่งบานบนแก้มอิฉันหน่อยนะคะ อิอิ เพราะเพิ่งได้ลองเข้าวงการ Dior ค่ะ เลยขอเริ่มด้วยบลัชออนตลับสี่เหลี่ยมสีดำสุดหรูก็แล้วกัน

ได้ฟีลแบบถือขึ้นมาปัดก็ดูหรูหรา มีซองกำมะหยี่สีดำมาพร้อมค่ะ กันตลับเป็นรอยเมื่อใส่กระเป๋ารวมกับของอย่างอื่นค่ะ

Dior

Rouge Blush 

#520 feel good

6.7 g 1,950 THB

สีออกแนวส้มอมชมพู สวยมากถึงมากที่สุด ยิ่งตัวหนังสือปั๊มนูนตรงกลางทำให้ไม่กล้าใช้แปรงปาดตรงนั้นเลยค่ะ ต่อไปมา Swatch สีให้ดูกันดีกว่า

สีหวานมากกกก หวานปานกลีบกุหลาบ มีประกายชิมเมอร์เล็ก ๆ พอให้สะท้อนกับแสง ดูนุ่มนวลเปล่งประกายค่ะ

เมื่อลองปัด …

ต้องขออภัยหากกลีบดอกกุหลาบจะลอยตลบอบอวลเต็มหน้าจอ หวานมากกกกก เจ้าหญิงมากกกกก ดูเป็นหญิงสาวแรกแย้ม ปัดแล้วสีนี้ขับผิวอันเดอร์โทนเนทูรัลอย่างปิ่นมาก เพราะมันไปได้ทุกทางไม่ว่าจะผิวเหลืองหรือผิวอมชมพูค่ะ

โดยรวมปัดแล้วผิวดูอมชมพูมีชีวิตชีวา สีนัวสวยละเอียดมากค่ะ

แม้เกลี่ยง่ายไม่เป็นก้อน แต่สีเขาไม่ได้ฉูดฉาดจึงต้องปัดหลายครั้งกว่าจะได้สีที่ชัดเจน ส่วนแปรงที่ให้มาในตลับก็สามารถใช้ได้จริง จิกสีติดดี มีความเฉียงเข้ากับโค้งของแก้มได้เป็นอย่างดีค่ะ แต่ในปริมาณ 6.7 g ราคาถือว่าสูงอยู่ค่ะ หากแต่เทียบกับองค์ประกอบอื่นอย่างความแข็งแรงทนทานของตลับและแปรงที่แถมมาให้แล้วก็พอจะหักลบกลบหนี้ได้อยู่ จึงขอให้คะแนนตามนี้ค่ะ

ถือว่าค่อนข้างชอบบลัชออนตัวนี้ของ Dior ค่ะ และคิดว่าจะลองผลิตภัณฑ์ตัวอื่นของ Dior ดูด้วยเช่นกันค่ะ หากใครมีผลิตภัณฑ์ไหนแนะนำ เม้นเข้ามาบอกกันได้เลยจ้า

สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน

แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้า

บายค่า

how to URSULA สวยเจ้าหญิงไม่ได้ ก็ต้องร้ายให้เป็น!

สวัสดีค่ะ

ช่วงนี้ดูแต่ disney + hotstar แทบทุกวัน วันนี้ก็อยากจะย้อนรำลึกถึงความทรงจำวัยเด็กในการ์ตูนที่ชอบมากๆ เรื่องนั้นคือ little mermaid ดูตอนอยู่ป. 2 ได้มั้ง ก็หักลบอายุเอาเองค่ะว่ากี่สิบปีที่แล้ว 555 ในตอนนั้นตัวละครที่อิฉันชอบกลับไม่ได้เป็นน้องเงือกน้อย แต่กลับเป็น “เออซูล่า” แม่มดปลาหมึกที่ใครหลาย ๆ คนมองว่านางเป็นตัวร้ายนั้นเองค่ะ

ตอนนั้นพี่ปิ่นมีความคิดที่ว่าทั้ง ๆ ที่แม่เงือกน้อยเป็นคนไปทำสัญญาแลกเสียงตัวเองกับขากับเออซูล่าเองแท้ ๆ ทำไมถึงมองว่าเออซูล่าผิดล่ะ? แต่ก็แน่ล่ะนั่นเป็นช่องโหว่วที่ทำให้เออซูล่าใช้สัญญานั้นมาต่อรองเอาอำนาจสิทธิ์ผู้ปกครองมหาสมุทรจากผู้เป็นพ่อที่ต้องการช่วยเอเรียล และนั่นก็เป็นบทเรียนชิ้นสำคัญให้แม่เงือกน้อย โตมาถึงได้รู้ว่าเออซูล่าคือเครื่องทดสอบกิเลส และความโลภที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกสปีชีย์บนโลก ถ้าเอเรียลคิดได้สักนิดก็คงไม่ไปทำสัญญาแลกสิ่งสำคัญเพื่อไปหาผู้ชายที่เจอหน้ากันแค่ครั้งเดียว

พี่ปิ่นรักเสียงใหญ่ แห่บ และทรงพลังของเออซูล่ามาก ถึงขนาดที่ตอนนั้นพยายามหัดร้องเพลงตามในท่อนของเออซูล่าเลยทีเดียวค่ะ ฉันฉายแววนางร้ายแต่เด็กแล้ว! 555 

makeup ของเออซูล่าบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ makeup ในยุค 90 ได้เป็นอย่างดี นั่นคือ “ตาฟ้า” ค่ะ 555 และคิ้วบางเฉียบโก่งโค้ง และปากสีแดงสดตัดกับตาฟ้าฉึบฉับ แก้มชมพูอีกนี่ครบเครื่องเลยค่ะ 555

ดังนั้นการจะโคฟเป็นเออซูล่าจึงต้องใช้สีฟ้าและน้ำเงินจากหลายพาเลท และแน่นอน…แม่เป็นปลาหมึกตัวสีม่วง เราเลยต้องทำตัวม่วงด้วยเช่นกัน! บอกเลยว่าไม่ง่ายค่ะ แต่งเป็นนางร้ายนี่ยากเอาเรื่องมาก ๆ  แต่สุดท้ายก็แต่งเสร็จจนได้ค่ะ

มาดู step how to กันดีกว่าค่ะ อาจจะดูเหมือนเยอะ…ซึ่งก็เยอะจริงๆ นั่นแหละค่ะ 555

นำเอาสีบอดี้เพ้นท์ทั้ง 3 สีซึ่งก็คือ แดง น้ำเงิน และขาว มาผสมกันให้ได้สีม่วงตามที่ต้องการเพื่อเอาไปทาตัวและใบหน้าค่ะ

STEP

: ลงผิวตัวให้เป็นสีม่วง

หลังจากที่ผสมสีได้แล้วก็เอาบอดี้เพ้นท์มาละเลงทาให้ทั่วตัวเลยค่ะยกเว้นใบหน้าก่อนค่ะ

STEP

: ลงรองพื้นที่ใบหน้า

ก่อนจะทาหน้าม่วง ต้องลงรองพื้นก่อนค่ะ ไม่งั้นสีบอดี้เพ้นท์จะหลุดออกง่ายในขั้นตอนถัดไปและยังไม่ต้องลงแป้งฝุ่นทับค่ะ

STEP

: ลงสีบอดี้เพ้นท์ที่ใบหน้า

เอาสีบอดี้เพ้นท์ที่ผสมไว้มาลงใบหน้าเลย! หูเหอลงให้หมด เอาให้เหมือนผิวจริง ไม่ต้องกลัวเละ ถ้าเละก็ทำใหม่ค่ะ 555

STEP

: ลงอายชาโดที่ผิวหน้า

ใช้อายชาโดสีม่วงที่มีสีใกล้เคียงกับที่ลงผิวสีที่ 1 มาลงแทนแป้งฝุ่นเพื่อ set สีบอดี้เพ้นท์ให้ทั่วใบหน้า แล้วใช้สีม่วงที่เข้มขึ้นมาคือสีที่ 2 มาลงเป็นเฉดดิ้งตามกรอบหน้า และสันจมูกค่ะ

STEP

: ปัดแก้มและไล่สีเฉดดิ้ง

ใช้สีชมพูตามภาพมาปัดแก้ม และนำสีเดียวกันไปไล้เฉดดิ้งให้เนียนจะทำให้จมูกดูซอฟท์ลงไม่เป็นแท่งมากเกินไป

STEP

: ปัดไฮไลท์

ใช้ไฮไลท์ประกายชมพูปัดโหนกแก้ม สันจมูก ปากบน และหน้าผากค่ะ เอาหนักๆ ให้หน้าวาวเป็นคาบาเร่ไปเลย

ใช้เจลไลน์เนอร์สีดำเขียนทรงขอบตาตามภาพและเขียนอินไลน์ทั้งหมดค่ะ หลังจากนั้นก็ใช้แปรงเกลี่ยให้เส้นฟุ้งค่ะ

ต่อไปเป็นการแต่งตาแล้วค่ะ ไม่มีอะไรมาก ใช้สีตามที่ใส่หมายเลขไว้เลยค่ะ

ลง eyeshadow ตามหมายเลขที่ระบุไว้เลยค่ะ เน้นๆ สีน้ำเงินวิ้งชิมเมอร์ที่เปลือกตาบนค่ะ

ปัดคิ้วด้วยเจล แล้วเขียนเติมตรงที่ขาด และบริเวณหางคิ้วค่ะ

ติดขนตาบนโดยใช้ขนตาปลอม 2 อันซ้อนกันเพื่อความหนาค่ะ และใช้ช่อขนตาที่ตัดออกมาติดที่ปลายตาล่างค่ะ

ใช้ลิปสติกสีแดงสดทาให้ทั่วปากค่ะ

“ เติมไฝสเน่ห์ไปอีกหน่อย เสร็จจ้า ”

เอาเสียงเธอมาจ้ะ แม่เงือกน้อย

เป็นยังไงกันบ้างคะกับ how to นี้ 

บอกเลยว่าอย่าหาทำ 5555

ตอนล้างหน้าว่าเหนื่อยแล้ว ต้องมาล้างพื้น ล้างเครื่องสำอางเพราะเผลอเอามือม่วงๆ ไปจับจนเลอะเทอะไปหมดค่ะ😂

ขอบคุณที่ดูจนจบนะคะ ไว้พบกันใหม่ค่า บาย

ผลัดเพื่อเผย THE BODY SHOP HIMALAYAN CHARCOAL SKIN CLARIFYING NIGHT PEEL

สวัสดีค่ะทุกคน

และสวัสดีกับอายุที่เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ปีค่ะ ยิ่งสูงวัยเท่าไรเซลส์ผิวที่ตายแล้วก็ใช้เวลาในการผลัดนานขึ้นเท่านั้น จากตอนสาวๆ ที่ไปตากแดดทำกิจกรรมกลับมาตัวดำหน้าดำ แต่แปป ๆ ผิวก็กลับมาใสเหมือนเดิมทั้งที่ใช้แค่ครีมกระปุกเดียว แต่ตอนนี้ซิหน้าคล้ำดำหมองเป็นเดือน ๆ ใช้สกินแคร์เป็นสิบอย่างก็ไม่ผ่องกับเขาเสียที ซึ่งการที่จะให้ผิวเราแข็งแรงและกระจ่างใสได้นั้น ต่อให้มีสกินแคร์ที่ดี แต่เขาก็อาจซึมสู่ชั้นใต้ผิวและไม่ออกฤทธิ์อย่างเต็มที่หากบนผิวด้านบนสุดมีแต่เซลส์ผิวที่ตายค่ะ

และวันนี้ปิ่นอยากจะขออนุญาตพาทุกคนไปรู้จักกับผลิตภัณฑ์ผลัดเซลส์ผิวที่ปิ่นว้าวมากๆ ค่ะ

THE BODY SHOP 

HIMALAYAN CHARCOAL SKIN CLARIFYING NIGHT PEEL

ตัวนี้เขาจะช่วยผลัดเซลล์ผิวพร้อมปรับสภาพผิวให้กระจ่างใสในชั่วข้ามคืนด้วยส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติกว่า 98% 

โดยมีส่วนผสมชูโรงอย่าง 

 สารสกัดชาร์โคล จากถ่านไม้ไผ่ที่ช่วยดีท็อกซ์ผิว ดูดซับความมันส่วนเกิน สิ่งสกปรกและเชื้อโรคที่ตกค้างบนผิว ช่วยทำความสะอาดรูขุมขน

– HIBISCUS FLOWER EXTRACT สารสกัดจากดอกชบาซึ่งมีคุณสมบัติเป็น BHA ธรรมชาติเพราะมีกรดไพรูวิกที่มีฤทธิ์คล้ายกับ AHA แต่อ่อนโยนกว่า ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ดูเรียบเนียนกระจ่างใส

– ALPINE WILLOW HERB เป็นพืชสมุนไพรบนเทือกแอลป์ช่วยปลอบประโลมผิวและควบคุมการผลิตน้ำมัน

– SALICYLIC ACID ช่วยผลัดเซลล์ผิวและลดการอุดตันในรูขุมขนค่ะ

เนื้อผลิตภัณฑ์เป็นสีดำ มีความข้นหนืดระดับหนึ่งค่ะ

แต่เมื่อเกลี่ยแล้วเขาค่อย ๆ คลายตัวเปลี่ยนเป็นเนื้อเหลวใสแล้วซึมหายเข้าไปในผิวแทบจะทันที ไม่ทิ้งความมันเหลือไว้บนผิวเลย

ในแต่ละครั้งใช้แค่ 2-3 หยดค่ะ

ใช้แค่เพียงสัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยสลับกับการดูแลผิวปกติของเราค่ะ อย่างปิ่นจะใช้ทุกวัน อังคาร พฤหัส เสาร์ พยายามจะเลือกวันที่วันถัดไปไม่ต้องไปเจอกับแสงแดดมากค่ะอย่างเช่นวันเสาร์เป็นต้น

ที่สำคัญควรใช้แค่ตอนกลางคืนค่ะ และในวันถัดไปก็โบกครีมกันแดดหนา ๆ ไปเลย  

หลังจากที่ใช้มาได้สักระยะหนึ่งผลที่ได้ก็เป็นดังนี้ค่ะ

ความรู้หลังใช้

เอาจริง ๆ คือสามารถรู้สึกถึงผลลัพธ์ได้ตั้งแต่ในครั้งแรกที่ได้ใช้เลยค่ะ หลังจากที่ทาลงผิว รู้สึกได้เลยว่าชาโคลเขาดูดทุกสิ่งทุกอย่างจริง ๆ แม้กระทั่งน้ำมันบนใบหน้า คือต้องรีบโบกมอยซ์เจอร์ไรซ์เซอร์ลงไปหนัก ๆ เลยค่ะแม้ว่าปิ่นจะมีสภาพผิวเป็นผิวผสมก็ตาม แต่พอตื่นมามันว้าวก็ตรงที่ผิวมันกระจ่างขึ้น เขาไม่ได้ไปลอกผิวแบบน่ากลัว แต่มันเหมือนได้เอารถที่ลุยโคลนไปเข้า car care ออกมาใสกิ๊กยังไงยังงั้น รูขุมขนตรงจมูกของปิ่นมันจะเป็นจุดดำ ๆ เป็นสิวเสี้ยนหัวเล็ก ๆ ดำ ๆ พอใช้ไปแค่ครั้งที่ 4 จุดดำ ๆ พวกนั้นก็ดูน้อยลง สิวอุดตันที่ผุดขึ้นแถวคางก็น้อยลง ผิวดูกระจ่างใสขึ้นเหมือนได้เคลียร์สิ่งสกปรกออกไปอย่างหมดจด ช่วยให้สกินแคร์ตัวอื่นซึมลึกเข้าไปได้ดีกว่าเดิม กลิ่นหอมสดชื่นออกแนวซีตรัสเย็น ๆ ผสมกับกลิ่นชาโคลที่ไม่แรงเกินไปค่ะ

ใครอยากสัมผัสความว้าวแบบเดียวกัน จิ้มสั่งออนไลน์กับ THE BODY SHOP เลยค่ะ

สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน

แล้วเจอกันใหม่ครั้งหน้าค่ะ

บาย

Swatch HUDA BEAUTY EMERALD OBSESSIONS PALETTE

สวัสดีค่ะ

ช่วงนี้รับน้องๆ อายชาโดพาเลทมาอุปการะเยอะ เพราะโควิดทำให้เราได้แค่แต่งตา(อยู่บ้าน) แล้วก็มาหลงใหลกับพาเลทนี้เข้าอย่างจัง!

HUDA BEAUTY EMERALD OBSESSIONS PALETTE

1300 THB

ไม่ใช่ของใหม่อะไรค่ะ แต่ด้วยความที่เราเป็นคนชอบสีเขียวมากๆ เลยอยากได้อายชาโดพาเลทสีเขียวมรกตแจ่มๆ เก็บไว้สัก 1 อัน ก็หาไปๆ มาๆ ก็มาเจอพาเลทนี้ของ Huda Beauty  นี่แหละค่ะ

สำหรับใครหลายคนคงขอผ่านกับพาเลทนี้เพราะเป็นสีที่แต่งยาก และเอาจริงๆ สังคมบ้านเราก็ยังชอบบุลลี่เวลามีใครแต่งตาสีเขียวว่าเหมือนโดนต่อยอะไรต่อมิอะไร ปิ่นแค่อยากจะบอกว่าถ้าชอบก็อย่าได้แคร์ เราจะแต่งตาสีอะไรก็ได้ที่ชอบ และคู่สีในพาเลทนี้ก็จับมาเข้ากันได้เป็นอย่างดีค่ะ

มา  swatch กันดีกว่า!

เป็นเขียวในอุดมคติ! เป็นเขียวคู่ใจ! เป็นเขียวที่ฝัน! เป็นเขียวเหนี่ยวทรัพย์!

เอาจริงๆ เฉดเขียวที่จับใส่มาในพาเลทเป็นโทนที่แต่งได้ง่ายมากค่ะ ออกไปทางเขียว-ดำ และน้ำตาล-ทอง มีเม็ดชิมเมอร์ประกายละเอียด เม็ดสีแน่น แต่เกลี่ยง่าย  โดยเฉพาะสีแมทน้ำตาลเทาที่ให้มาเป็นโทนสีที่เอามาเบรคสีเขียวได้อย่างลงตัว ไม่ทำให้ดูโป๊ะ หรือดูเหมือนโดนต่อย แต่กลับทำให้เปลือกตาสีเขียวเราดูละมุนมากขึ้นด้วยซ้ำค่ะ  เรียกได้ว่าจะแต่งเบาหรือเข้มก็ไปได้สุดทุกทางจริงๆ

“ความวิ้งของเนื้อชิมเมอร์นี้”

ตามธรรมเนียมการรีวิวของเราวววว ก็จะมีการแต่งตาลองของกันสักเล็กน้อย อิอิ แต่คราวนี้จะมาบอก step how to ด้วยเผื่อมีใครอยากแต่งตาม😂

เอาเป็น look เฉี่ยวๆ ใส่แมสเห็นแต่ตากับคิ้วคมๆ ไปเลยแล้วกันค่ะ! 

STEP 1: ถมดำวาดกรอบเปลือกตา

เราจะทำงานตาก่อนค่ะ เผื่อว่าเลอะจะได้ไม่ต้องลบทั้งหน้า ใช้ดินสอบเขียนขอบตาสีดำมาวาดกรอบ แล้วถมดำบริเวณหางตา แล้วใช้อายชาโดสีดำมาลงต่อโดยเว้นตรงกลางไว้ตามภาพค่ะ

ใช้สีตามเลขที่ระบุไว้ลงตามภาพได้เลย

ลง glitter สีออกเขียวฟ้ามาลงบริเวณขอบอายชาโดด้านบนค่ะ

ลง eyeshadow ที่ขอบตาล่างตามสีที่ระบุไว้เลยจ้า

เขียนขอบตาด้านใน ดัดขนตา ปัดมาสคาร่า และติดขนตาปลอมค่ะ

เขียนคิ้ว แล้วปัดด้วยเจลปัดคิ้วให้ตั้งๆ ฟู ๆ ค่ะ ตรงไหนเป็นช่องว่างขาวๆ ก็ใช้อายไลน์เนอร์มาเขียนเป็นเส้นคิ้วบางๆ ค่ะ

ใช้ดินสอเขียนคิ้วมาวาดทรงกระจับ แล้วทาลิปสติกตามปกติกค่ะ

“ เสร็จแล้วจ้า ”

สำหรับเรื่องคุณภาพแถบไม่มีอะไรให้ติเลยค่ะ มีเพีบงแค่ระดับความหยาบของ glitter ที่ยังหยาบอยู่ในระดับหนึ่งแต่ไม่ถึงขั้นบาดตาอะไร แค่ขนาดเม็ดมันอยู่ในระดับปานกลาง ยังไม่ได้ละเอียดถึงขั้นทาแล้วออกมาเป็น wet look ซึ่งปิ่นก็พอใจและเข้าใจได้ว่าคอนเซปท์เขาต้องการให้ดวงตาดูเป็นประกาย เนท้ออายชาโดนุ่ม fall out มีนิดหน่อยค่ะ เนื่องจากสีนี้เป็นสีที่นานๆ ทีหยิบออกมาใช้ ความคุ้มค่าเลยอาจจะได้คะแนนน้อยหน่อยค่ะ

คะแนนรวม 9/10

เม็ดสี : 9/10

เกลี่ยง่าย : 9/10

Fall out : 8/10

ความคุ้มค่า : 7/10

สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน แล้วเจอกันใหม่จ้า

Natasha Denona Cranberry Palette Review

สวัสดีค่ะ

ได้เวลาเห่อพาเลทตาใหม่แล้ว ช่วงนี้ปิ่นอินกับตาสีแดงอมม่วงมากค่ะ มังคงมังคุดอะไรทำนองนี้ แล้วก็ไปสะดุดเข้ากับพาเลทอายชาโดนี้เข้าอย่างจังค่ะ

NATASHA DENONA

CRANBERRY PALETTE

1900 THB

เห็นในแอพ sephora ค่ะ แต่มีลดราคา 15% เลยจัดมาค่ะ เห็นเนื้อในน้องนางแล้วอยากจะจับขึ้นหิ้ง สีชิมเมอร์นี่แวววาวละเอียดละออเหลือเกิน โดยเฉพาะสีชมพูค่ะ

คันไม้คันมือมาก มา swatch สีกันดีกว่า!

สีน่ารักมากกกกกก 

เม็ดสีชิมเมอร์มีความละเอียด ไม่แตก ไม่ใหญ่จนร่วงติดใต้ตาหรือหน้าแก้ม เนื้อเนียน การกระจายของเม็ดสีมีความสม่ำเสมอไม่เป็นก้อน ตรงนี้ชอบมากค่ะ

แต่ในทางกลับกัน…

สี matte เมื่อสัมผัสกับนิ้วโดยตรงแล้วเนื้ออายชาโดด้านบนจะเริ่มด้านแล้วจิกสีติดน้อยลง ลักษณะเหมือนเอาพัฟชุบน้ำไปปาดแป้งผสมรองพื้นประมาณนั้นค่ะ แนะนำให้ใช้แปรงแต่งหน้ามากกว่าใช้นิ้วปาดสีโดยตรงค่ะ เหมือน formula เขาจะมีปฏิกิริยากับน้ำและน้ำมันจากร่างกายค่ะ

ต่อไป มาลองแต่งตากันดูดีกว่า

ขอกรีดร้องในความนัวสวยนี้!

ทีแรกคิดว่าโทนตาแดงๆ ก่ำๆ อาจจะแรงไปสำหรับสาวไทย เลยแต่งแต่เบามือ ออกมา เอ้า! สวยเฉย! หากลงเข้มแต่งเป็นสโมคกี้ก็จะออกแนวโกธิค มีความแวมพงแวมไพร์ เบต้า อัลฟ้ามาหมด! 

จะธรรมชาติหวานๆ เบาๆ ก็ได้ จะเข้มหนักก็ดีดูมีเสน่ห์ลึกลับเหลือกำหนด ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คด…เดี๋ยวๆๆๆๆๆๆ ไม่ใช่แล้วจ้า😂

มี fall out น้อยค่ะ แม้สี matte ที่เป็นสีแดงเข้ม และน้ำตาลอมม่วงอมแดงก็มี fall out น้อยมาก ซึ่งคงเป็นเหตุผลที่ทางแบรนด์ทำเนื้อออกมาแข็งและด้านง่ายเมื่อโดนนิ้วโดยตรง ส่วนสีชิมเมอร์ไม่มีปัญหาเลย สีชัด สวย ประกายละเอียดมากค่ะ ในเรื่องของความคุ้มค่าต้องขอบอกกันตามตรงว่ามันสวนทางกัน ราคาค่อนข้างสูงในจำนวนสีที่มีเพียง 5 สีซึ่งหากจะยกเรื่องคุณภาพมาคานกันก็ต้องคิดหนักเพราะปัญหาสี matte ที่บอกไปค่ะ

คะแนน

เม็ดสี : 7/10

เกลี่ยง่าย : 9/10

Fall out : 8/10

ความคุ้มค่า : 5/10

ขอลาไปด้วยลุคอัลฟ้าเบต้าเคโรทีน😂

พบกันใหม่ครั้งหน้าค่ะ

บาย

dupe chanel rouge coco bloom สี 110

dupe lipstick มุนินมุตากับ chanel rouge coco bloom สี 110 ก็ต้องนี้เลย
Canmake Melty Luminous Rouge /Rouge Tint สี T02
ความคล้ายนี้คือที่สุด!!!!

Amt skincare ผิวแข็งแรงด้วยแบรนด์ไทย

สวัสดีค่ะทุกคน

เมื่อเร็วๆ นี้พี่ปิ่นได้รู้จักกับแบรนด์ไทยที่น่าสนใจและน่าจับตามองมาก ทั้งแนวความคิดของผู้ก่อตั้ง และในด้านของส่วนผสมซึ่งประทับใจพี่ปิ่นมากถึงมากที่สุด แต่…ต้องขอบอกก่อนว่าเนื้อหาจะค่อนข้างยาว พี่ปิ่นเลยจะให้เวลาทุกคนได้ไปเอาหมอนมาอิงเอนหลังอ่านกันเพลินๆ ยาวๆ ไปเลยค่ะ

จะเป็นแบรนด์ไหนนั้นตามพี่ปิ่นมาเลยค่ะ

amt Skincare

แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ไทย ผู้ก่อตั้งและคิดค้นคือนักวิจัยสกินแคร์คนไทยที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์สกินแคร์ชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น โดยที่ปณิธานของผู้จัดตั้งก็น่าสนใจมากทีเดียว เขาให้ความสำคัญกับ R & D ที่คิดค้นสูตรสกินแคร์ขึ้นเอง ถือได้ว่าเป็นก้าวแรกที่จะผลักดันและยกระดับอุตสาหกรรมสกินแคร์แบรนด์ไทยให้ทัดเทียมประเทศอื่น ๆ ค่ะ 

นอกจากนี้พี่ปิ่นมองว่าสกินแคร์แบรนด์นี้เข้าถึงได้ง่าย ทั้งยังใจกว้างพอที่จะสามารถพูดถึงหรือใช้ร่วมกับแบรนด์อื่นๆ ได้ด้วย ตามช่องทางต่าง ๆ ของแบรนด์เราสามารถถามเขาได้หมด พี่ปิ่นเองก็ใจกล้าหน้าทนถามเขาถึงลำดับขั้นตอน และข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งทางแบรนด์ก็ตอบคำถามเป็นอย่างดี ทำให้ได้ความรู้มากมาย เปิดโลกเลยทีเดียวค่ะ

ผลิตภัณฑ์ของ amt skincare มี 4 ตัวหลักที่ทุกคนเห็นในภาพค่ะ ซึ่ง Product ชุดนี้จะให้ความสำคัญกับ “การมีผิวที่มีสุขภาพดี มีภูมิคุ้มกันต่อปัญหาผิวต่างๆ พร้อมให้ความกระจ่างใสแก่ผิว” 

แต่ละตัวน่าสนใจอย่างไรบ้างนั้นเรามาดูไปทีละตัวกันเลยดีกว่าค่ะ

AMT 

Brightening & Moisturizing Liposome Serum

พี่ปิ่นจะขอพูดถึงเซรั่มตัวนี้นานนิดนึงนะคะ เพราะเขาเป็นกุญแจสำคัญที่จะปูพื้นให้ผิวแข็งแรงและมั่นคงค่ะ การทำงานจึงค่อนข้างลึกซึ้งเป็นพิเศษ 

เขาเป็นเซรั่มที่ช่วยฟื้นฟู Skin Barrier ให้แข็งแรง เมื่อแข็งแรงผิวก็จะสามารถกักเก็บน้ำและไขมันใต้ผิวได้ดี ตัวนี้เป็นเซรั่มที่ต้องลงเป็นขั้นตอนแรกเลยค่ะเพราะเขาจะช่วยปรับโครงสร้างผิวให้พร้อมรับสารอาหารของสกินแคร์ตัวถัดไปที่จะลง ทำให้ซึมเข้าผิวได้ดีขึ้นค่ะ ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่พี่ปิ่นบอกว่าเขาใจกว้างพอที่จะใช้ร่วมกับแบรนด์อื่นๆ ได้เป็นอย่างดีค่ะ นอกจากนี้ยังนำส่ง Niacinamideในรูปแบบไลโปโซมซึมลึกไปถึง Melanocyte ต้นเหตุของรอยด่างดำ ช่วยทำให้ผิวแลดูกระจ่างใสขึ้น

ไม่มีส่วนผสมจากน้ำหอม แอลกอฮอล์และซิลิโคน

“Cr. Pic : amt skincare”

การทำงานของ Liposome Serum ในขั้นตอนแรกคือจะเข้าไปซ่อมแซม Skin Barrier ที่เสียหาย เมื่อ Skin Barrier แข็งแรงก็สามารถล็อกน้ำในผิวไม่ให้แห้งหาย

“Cr. Pic : amt skincare”

โดยที่ส่วนผสมที่ทาง amt เลือกมาใช้เป็น Lecithin ซึ่งสารตัวนี้เป็นสีเหลืองอ่อนที่ได้จากถั่วเหลือง ประกอบไปด้วย phospholipid เป็นส่วนประกอบหลัก สารตัวนี้จะเข้าไปอุดรอยรั่วต่างๆ ใน Skin Barrier ป้องกันไม่ให้ผิวสูญเสียน้ำและไขมัน โดยการอุดรอยรั่วนี้ จะไม่ทำให้ Skin Barrier แข็งทึบเกินไปเป็นโครงสร้างผิวที่พร้อมรับสารอาหารตัวอื่นแล้วค่ะ

เนื้อของเซรั่มไม่ได้เหลวค่ะ ค่อนไปทางเนื้อบาล์มเลยด้วยซ้ำแต่ไม่หนัก สีออกแนวเหลือง ๆ ใส ๆ ไม่มีกลิ่นน้ำหอมและสารอันตราย ถูกออกแบบมาเพื่อคนผิวแพ้ง่าย ซึมเข้าผิวเลยทันทีไม่มีความมันเหลือค้างอยู่บนผิวใดๆ เลยค่ะ ด้วยความที่เขามี Niacinamide ในรูปแบบที่สามารถซึมลึกได้ถึงชั้นผิวที่มีปัญหาทำให้ช่วยลดจุดด่างดำและสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอได้ดีทีเดียวค่ะ

หลังจากทาเซรั่มเสร็จก็ทิ้งไว้ครู่หนึ่งแล้วก็ลงเซรั่มตัวอื่นที่เรามีต่อได้เลยค่ะ

AMT 

Rejuvenating and Brightening Light & Rich Emulsion

หลังจากที่ลงเซรั่มตัวแรกที่พูดถึง และเซรั่มตัวอื่นที่เรามีเสร็จแล้ว ก็มาถึงน้องคนถัดมาเป็น Emulsion ค่ะ เขาเน้นให้สารอาหารประเภทไขมันให้กับชั้นผิว มี 2 สูตร Light และ Rich โดยที่แต่ละสูตรจะมีอัตราส่วนน้ำมันที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพผิว 

สูตร Light  จะมี inner oil : surface oil = 90:10 (เหลือน้ำมันที่ surface น้อยกว่า ) 

สูตร Rich  จะมี inner oil : surface oil =75:25 (เหลือน้ำมันที่ surface มากกว่า) 

โดยที่ส่วนผสมจะมีน้ำมันจาก 

  • Macadamia seed oil ช่วยทำให้ผิวนุ่มและเฟิร์มในเวลาเดียวกัน 
  • น้ำมันอะมิโน เป็นน้ำมันที่มีคุณประโยชน์สามประการ คือ อุ้มน้ำไว้ในผิว, ทำให้ผิวนุ่ม, อุดรอยรั่วป้องกันผิวเสียน้ำ 
  • Phosphatidylcholine หรือ PC สารนำพาน้ำมันเข้าสู่ผิวแบบ Biocompatible ผิวไม่มองว่าเป็นสารแปลกปลอม ทำให้ซึมนำพาน้ำมันเข้าสู่ผิวได้ลึก พร้อมซ่อมแซม skin barrier ทำให้ผิวแข็งแรงไปด้วยในตัว 
  • Niacinamide บริสุทธิ์ความเข้มข้นสูง ซึ่งจะถูก PC พาเข้าไปสู่ผิวพร้อมๆกัน ช่วยลดเลือนความผิดปกติของเม็ดสี เช่น ฝ้า กระ รอยแดง รอยดำค่ะ 

ไม่มีส่วนผสมจากน้ำหอม แอลกอฮอล์และซิลิโคนค่ะ

สูตร Light 

จะเหมาะกับผิวแบบพี่ปิ่นมากค่ะ เนื่องด้วยเป็นคนผิวผสมที่ค่อนไปทางมันจึงควรให้มีน้ำมันเหลืออยู่บนผิวน้อยหน่อยค่ะ สูตรนี้มีเนื้อที่บางเบาออกแนวน้ำนมค่ะ เป็น Emulsion ที่ซึมลงผิวได้อย่างรวดเร็ว เหลือความมันทิ้งไว้บนผิวน้อยมาก แต่ได้ความชุ่มชื้นสูงมากทีเดียวค่ะ พี่ปิ่นใช้สูตรนี้ในตอนเช้าค่ะ แม้จะเป็น Emulsion ที่ให้สารอาหารประเภทไขมันแก่ผิว แต่วันทั้งวันผิวพี่ปิ่นไม่มีความมันส่วนเกินมากวนใจเลย อันนี้ค่อนข้างอเมซิ่งทีเดียว เพิ่งได้รับรู้เป็นครั้งแรกว่าการที่ผิวได้รับความชุมชื้นที่เหมาะสมแล้วผิวจะไม่ผลิตน้ำมันส่วนเกินมาอีกมันเป็นแบบนี้นี่เอง อันนี้ปลื้มมากจ้า

สูตร Rich 

จะมีความเข้มข้นขึ้นมามาก พี่ปิ่นจะใช้สูตรนี้ในตอนกลางคืนค่ะ หรือในวันที่ผิวบริเวณรอบดวงตามีความแห้งมาก นอกจากนี้ยังเหมาะกับคนที่ไม่ค่อยได้บำรุงผิวเท่าไรด้วยค่ะ เรียกได้ว่าใช้สูตรนี้แล้วจะช่วยบำรุงลึกถึงชั้นผิวให้แข็งแรงขึ้นได้ไม่ยากค่ะ

AMT 

All Day Nourishing Deep Essence Mist 

อยากมีผิวแบบลูกโป่งใส่น้ำ ต้องอย่าลืมขั้นตอนนี้เด็ดขาดเลยค่ะ เพราะสเปรย์ของ amt ตัวนี้เขาเต็มไปด้วยสารอาหารจำพวกน้ำ อย่างเช่น กรดอะมิโน น้ำตาล เปปไทด์ ซึ่งเห็นผลในทันทีคือทำให้ผิวชุ่มชื้นราวกับลูกโป่งน้ำ มีสาร Lysolecithin เป็นตัวพาสารอาหารเข้าสู่ผิวชั้นลึกทำให้ผิวถูกบำรุงจากภายในอย่างเต็มพิกัด และเมื่อใช้อย่างต่อเนื่องระบบกักเก็บความชุ่มชื้นในผิวจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ผิวแข็งแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องค่ะ อีกทั้งยังช่วยปลอบประโลมผิวที่ถูกทำร้ายจากแสงแดดได้ด้วยค่ะ

สเปรย์เป็นละอองละเอียด ฉีดพ่นทั่วใบหน้าแล้วก็ใช้ฝ่ามือแนบไปกับผิวค้างไว้ 5-10 วินาทีจะช่วยให้สารอาหารของผิวซึมลงไปได้เร็วขึ้นค่ะ สามารถใช้สเปรย์ระหว่างวันได้โดยไม่รบกวนเมคอัพและกันแดดเลยค่ะ แต่ในกรณีนี้คือต้องหลีกเลี่ยงอย่าใช้มือสัมผัสกับผิวโดยตรงค่ะ นอกจากนี้ยังฉีดที่ผมก็ได้ จะใช้มากใช้น้อยยังไงก็ได้ เอาตามที่ต้องการเลยจ้า

ถ้าให้เรียงลำดับการลงสกินแคร์ ขอให้ลืมทฤษฎีเรื่องลงตามความข้นเหลวของสกินแคร์ไปก่อนค่ะ เพราะความข้นเหลวของผลิตภัณฑ์ไม่ได้มีผลต่อการซึมผ่าน แต่มันขึ้นอยู่กับโครงสร้างเคมีของสารในผลิตภัณฑ์นั้น ๆ มากกว่าค่ะ และด้วยคุณสมบัติของ amt liposome serum แนะนำว่าควรใช้เป็นสกินแคร์ลำดับแรกก่อนสกินแคร์อื่น ๆ เนื่องจากเป็นbooster ช่วยนำพาสกินแคร์ในลำดับถัดๆไป ให้ซึมเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้นค่ะ 

ถ้าให้เรียงลำดับก็ตามแผนผังนี้เลยค่ะ  

“Cr.pic : amt skincare”

ต่อไปเป็นผลการใช้เป็นระยะเวลา 2 อาทิตย์ ร่วมกับสกินแคร์ตัวอื่นๆ ค่ะ

จะเห็นได้ว่าสีผิวก่อนที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ของ amt คือสีผิวที่หน้ากับที่คอนี่คนละสีกันเลย หน้าฉันหมองเหมือนโดนของมาก! แม้ผิวจะเนียนในระดับหนึ่งแต่รูขุมขนก็ยังกว้างอยู่ ทำให้ระหว่างวันมีความมันส่วนเกินค่อนข้างมากค่ะ แต่หลังจากที่เพิ่ม line ของ amt เข้าไปแล้วลงสกินแคร์ตามลำดับในผัง สีผิวก็กระจ่างขึ้นเหมือนติดไฟจากภายใน ผิวไม่ได้ขาวขึ้นเหมือนลอกผิวภายนอกออก แต่กระจ่างขึ้นจากภายใน รู้สึกได้เลยค่ะว่าผิวแน่นกระชับขึ้น และแข็งแรงขึ้นกว่าแต่ก่อนด้วยค่ะ ผิวที่เป็นริ้วๆ เส้นๆ ตรงรอบดวงตาดูชุ่มชื้นและเฟิร์มขึ้นด้วยค่ะ

ส่วนเรื่องการแต่งหน้าไม่ต้องพูดถึงเลยค่ะ ผิวแข็งแรงแต่งทั้งวันก็ไม่หลุด ผิวเนียนเรียบแต่งหน้าติดทนซึ่งคุณสมบัตินี้เป็นแค่ผลพลอยได้เท่านั้นเองค่ะ ผิวแข็งแรงซิยั่งยืนกว่าเยอะ

อีกเรื่องที่เห็นผลชัดมากคือรูขุมขนค่ะ รูขุมขนเล็กลงมากกกกกก บางจุดกระชับพื้นที่จนมองแทบไม่เห็น อย่างรูขุมขนตรงวงกลมด้านบนนอกจากรูจะใหญ่มากแล้วยังมีความเหี่ยวย่น ปิ่นขอเรียกว่าหยุยๆ รู้ได้เลยว่าอีลาสตินใต้ผิวคือตายจากพี่ปิ่นไปหมดแล้ว แต่พอมาดูภาพด้านขวาก็คือ!!! เขากระชับขึ้นเหมือนมีเส้นใยใหม่ต่อกับผิวชั้นในและตึงกระชับให้แข็งแรงได้อีกครั้งเลยค่ะ ร้องไห้แล้ว ฮืออออ

นอกจากนี้ก่อนหน้านี้ปกติเวลาลงสกินแคร์เสร็จจะมีความมันเหลือๆ เคลือบไว้ที่หน้าผิวซึ่งมันก็คือสกินแคร์ที่ซึมลงไปในผิวได้ไม่หมด โดยเฉพาะตื่นนอนมาตอนเช้านี่หน้าจะมันเมือกขนแมวติดหน้ายุบยิบ แต่พอเพิ่ม amt skincare เข้ามา(ที่เหลือใช้ทุกอย่างเหมือนเดิม) แล้วลงตามลำดับที่บอกไป ความมันส่วนเกินอะไรไม่รู้จักแล้ว 555 ตื่นมาพร้อมกับผิวหน้าที่เนียนนุ่ม ความชุ่มชื้นถูกเก็บไว้ใต้ผิวหมดค่ะ ไม่มีโผล่มากวนใจอีก ระหว่างวันผิวก็ไม่มันเพิ่มเหมือนแต่ก่อน 

**รู้สึกได้เลยว่าเงินทุกบาทที่จ่ายค่าสกินแคร์ไปถูกใช้บำรุงอย่างคุ้มค่าทุกหยาดหยดจริงๆ**

ข้อเสียเพียงอย่างเดียวที่พี่ปิ่นพบคือราคาสูง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณและส่วนผสมชั้นดีก็ทำให้เข้าใจได้เพราะผลลัพธ์มันเห็นคาตาขนาดนี้ก็ไม่มีอะไรจะหักแล้วจริงๆ ค่ะ

นับว่าเป็นการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพของ amt skincare เลยค่ะ ดีแค่ line ตัวเองไม่พอ ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพสกินแคร์ตัวอื่นให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก ประเสริฐแท้ลูกเอ้ย

อีกทั้งด้านการบริการก็มีแอดมินคอยตอบคำถามอย่างสุภาพและกระตือรือล้นในทุกช่องทาง ทั้งยังมีการบอกส่วนผสมทุกอย่างไว้ที่เว็บไซต์ให้เราเข้าไปตรวจสอบได้โดยไม่ต้องถาม อันนี้น่าชื่นชมที่สุดค่ะ

ทิ้งท้ายไว้แค่ว่า

ต้องลอง!!!

ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!!!

สำหรับวันนี้พี่ปิ่นขอลาไปก่อน 

แล้วเจอกันใหม่ครั้งหน้าค่า